อภิธานศัพท์การเขียนและภาษาไทย

นิยามสั้น ๆ ของคำที่พบบ่อยเมื่อเขียนรายงาน วิทยานิพนธ์ อีเมล และคอนเทนต์ภาษาไทย แต่ละคำมีลิงก์ไปยังเครื่องมือหรือบทความที่เกี่ยวข้อง

สรุป

อภิธานศัพท์นี้รวบรวม 30 คำที่คนเขียนภาษาไทยค้นหาบ่อย ตั้งแต่ paraphrase ถอดความ สรุปความ และการคัดลอกผลงาน ไปจนถึงรูปแบบการอ้างอิง ราชบัณฑิตยสภา การทับศัพท์ ราชาศัพท์ ระดับภาษา ชนิดของคำ และการเขียนร่วมกับ AI แต่ละนิยามยาว 40 ถึง 80 คำ ใช้ตัวอย่างภาษาไทย และอ้างอิงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ในเรื่องการสะกด พร้อมลิงก์ไปเครื่องมือของ AdeptWrite ที่ใช้กับเรื่องนั้นได้

การคัดลอกผลงาน Plagiarism

การนำถ้อยคำ แนวคิด หรือข้อมูลของผู้อื่นมาเสนอเหมือนเป็นของตนโดยไม่ให้เครดิต รวมถึงการลอกประโยคโดยไม่ใส่เครื่องหมายคำพูด การเปลี่ยนคำเพียงไม่กี่คำ และการส่งงานที่คนอื่นเขียน ประเด็นนี้ต่างจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นเรื่องกฎหมาย ส่วนนี้เป็นเรื่องจริยธรรมทางวิชาการ ดูPlagiarism คืออะไร

การตรวจทาน proofreading

การตรวจงานที่เขียนเสร็จแล้วเพื่อหาข้อผิดพลาดผิวเผิน เช่น คำสะกดผิด วรรคตอน คำซ้ำ รูปแบบ และความสม่ำเสมอ อย่างการใช้ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ให้เหมือนกันทั้งเล่ม ทำหลังการปรับเนื้อหา ไม่ใช่แทนที่ การอ่านช้า ๆ อ่านออกเสียง และใช้เครื่องมือตรวจคำช่วยได้ แต่ผู้เขียนต้องตัดสินใจเองในจุดที่ไม่แน่ใจ

การตัดคำ word segmentation

การแบ่งข้อความภาษาไทยที่เขียนติดกันเป็นหน่วยคำ เพราะไม่มีช่องว่างคั่นระหว่างคำ ช่องว่างในภาษาไทยมักคั่นวลีหรือประโยค เครื่องมือนับคำและตรวจคำผิดของ AdeptWrite ใช้ตัวตัดคำของเบราว์เซอร์ จึงนับคำและเทียบพจนานุกรมได้ แต่ผลอาจต่างจากโปรแกรมอื่นเล็กน้อยในคำเฉพาะและชื่อ

การทับศัพท์ transliteration

การเขียนคำต่างประเทศด้วยอักษรไทยโดยถอดเสียงตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสภา เช่น อีเมล (ไม่ใช่ อีเมล์) คลินิก (ไม่ใช่ คลีนิค) และเว็บไซต์ หลักเกณฑ์กำหนดการใช้วรรณยุกต์ ตัวการันต์ และสระ เพื่อให้เขียนคำเดียวกันเหมือนกันทั้งเอกสาร ผู้เขียนควรตรวจคำที่ไม่แน่ใจกับพจนานุกรมก่อนเสมอ ดูการสะกดคำทับศัพท์

การอ้างอิงในเนื้อหา in-text citation

ข้อความสั้น ๆ ในเนื้อหาที่บอกว่าคำพูด ข้อมูล หรือแนวคิดนั้นมาจากแหล่งใด เช่น (ชื่อผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์, หน้า) ในรูปแบบ APA แต่ละรายการชี้ไปยังรายการเต็มในบรรณานุกรมท้ายเล่ม รูปแบบการเขียนชื่อ ปี และหน้าต่างกันตามระบบที่สถาบันกำหนด ดูการอ้างอิง APA สำหรับแหล่งภาษาไทย

ความอ่านง่าย readability

ระดับความง่ายในการอ่านและทำความเข้าใจข้อความ ขึ้นกับความยาวประโยค ความยาวและความคุ้นเคยของคำ สูตรที่ใช้กับภาษาอังกฤษนับพยางค์ต่อคำและคำต่อประโยค ใช้กับภาษาไทยตรง ๆ ไม่ได้เพราะไม่เว้นวรรคระหว่างคำ คะแนนที่ได้จึงเป็นแนวทาง ไม่ใช่คำตัดสิน ควรประเมินร่วมกับการอ่านออกเสียงและกลุ่มผู้อ่านจริง

คำพ้องเสียง homophone

คำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกันและมีความหมายต่างกัน เช่น กาล (เวลา) กับ กาฬ (สีดำ) หรือ ศร (ลูกธนู) กับ สร (สระน้ำ) ในภาษาไทยมีตัวอย่างมากเพราะพยัญชนะเสียงเดียวกันมีหลายรูป ผู้เขียนสะกดผิดบ่อยเมื่อจำเสียงแต่ไม่จำรูปคำ จึงควรเปิดพจนานุกรมเมื่อไม่มั่นใจ ดูคำไทยที่มักเขียนสับสน

เครื่องตรวจจับ AI AI detector

เครื่องมือที่ประมาณว่าข้อความอาจเขียนโดย AI หรือไม่ ผลที่ได้เป็นค่าประมาณทางสถิติ ไม่ใช่หลักฐานยืนยัน จึงผิดพลาดได้ทั้งสองทิศทาง ทั้งชี้ข้อความของคนว่าเป็น AI และมองข้ามข้อความที่ AI เขียน ไม่ควรใช้ผลเพียงอย่างเดียวตัดสินใครหรือลงโทษนักเรียน ดูเครื่องตรวจจับ AI ทำงานอย่างไร

โครงร่าง outline

แผนของงานเขียนที่ทำก่อนลงมือเขียน แสดงหัวข้อใหญ่ ลำดับ และประเด็นย่อยของแต่ละส่วน มักเป็นรายการซ้อนชั้น โครงร่างช่วยให้ข้อโต้แย้งเป็นเหตุเป็นผล ป้องกันหัวข้อซ้ำซ้อน และทำให้เขียนเร็วขึ้น เพราะเติมเนื้อหาลงในโครงสร้างที่มีอยู่แล้วแทนที่จะเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่า สำหรับวิทยานิพนธ์ มักจัดเป็นรายบทตามที่สถาบันกำหนด

ชนิดของคำ parts of speech

การแบ่งคำตามหน้าที่ในประโยคตามตำราไวยากรณ์ไทยเป็นเจ็ดชนิด ได้แก่ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทาน การรู้ชนิดของคำช่วยให้แก้ประโยคที่ขาดประธานหรือกริยา และเลือกคำเชื่อมถูกที่ ไวยากรณ์ไทยไม่ผันคำตามกาลหรือพจน์ จึงใช้คำช่วยและบริบทแทน

เชิงอรรถ footnote

ข้อความอธิบายหรืออ้างอิงที่วางไว้ท้ายหน้ากระดาษ โยงกับตัวเลขยกในเนื้อหา ใช้ระบุแหล่งที่มาหรือขยายความเพิ่มโดยไม่รบกวนการอ่านเนื้อหาหลัก ส่วนเชิงอรรถท้ายบทหรือท้ายเล่มเรียกว่าอ้างอิงท้ายบท ระบบอ้างอิงแบบนามปีไม่ใช้เชิงอรรถเพื่อระบุแหล่ง แต่ยังใช้ได้เพื่อขยายความ ดูเชิงอรรถและอ้างอิงท้ายบท

ถอดความ การถอดความ

การเรียบเรียงข้อความที่อ่านยากหรือใช้ถ้อยคำเก่า เช่น ร้อยกรอง ข้อความโบราณ หรือภาษาต่างประเทศ ให้เป็นร้อยแก้วที่เข้าใจง่าย โดยรักษาความหมายเดิมครบถ้วน ในโรงเรียนไทยมักเป็นแบบฝึกวิชาภาษาไทย ส่วนในงานเขียนทั่วไปใกล้เคียงกับ Paraphrase แต่เน้นการแปลงรูปภาษามากกว่าการเปลี่ยนคำ ดูParaphrase คืออะไร

น้ำเสียงของข้อความ tone

ท่าทีที่ข้อความแสดงต่อผู้อ่านและเรื่องที่เขียน เช่น อบอุ่น ทางการ มั่นใจ เร่งด่วน หรือขออภัย สะท้อนผ่านคำที่เลือก ความยาวประโยค และเครื่องหมายวรรคตอน "กรุณาส่งไฟล์ภายในวันศุกร์" ให้ความรู้สึกต่างจาก "รบกวนส่งไฟล์ภายในวันศุกร์ได้ไหม" แม้ขอเรื่องเดียวกัน ดูวิธีเขียนอีเมลทางการ

บทคัดย่อ abstract

ข้อความสรุปสั้นที่ครบในตัวเองไว้ต้นงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ มักประกอบด้วยความเป็นมา วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ ผลหลัก และข้อสรุป เขียนหลังจากงานเสร็จ ด้วยประโยคสมบูรณ์ และมักตามด้วยคำสำคัญ วารสารและบัณฑิตวิทยาลัยกำหนดจำนวนคำไว้ จึงควรตรวจข้อกำหนดของสถาบันก่อนส่งทุกครั้ง

บรรณานุกรม รายการอ้างอิง

รายการแหล่งข้อมูลทั้งหมดท้ายงานเขียน เรียงและจัดรูปแบบตามระบบการอ้างอิงที่เลือก แต่ละรายการมีผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ชื่อเรื่อง และรายละเอียดการเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านสืบค้นต่อได้ บางสถาบันแยกบรรณานุกรมออกจากรายการอ้างอิง ซึ่งรวมเฉพาะแหล่งที่อ้างถึงในเนื้อหาจริง ดูบรรณานุกรมต่างจากรายการอ้างอิงอย่างไร

ประเด็นหลักของงานเขียน thesis statement

ประโยคที่ระบุข้อโต้แย้งหรือใจความหลักของเรียงความและเหตุผลที่จะขยายต่อ มักอยู่ท้ายย่อหน้าแรก ประเด็นที่ดีต้องเฉพาะเจาะจง โต้แย้งได้ และแคบพอจะพิสูจน์ในจำนวนคำที่กำหนด เช่น "นักเรียนควรเลือกชุดไปรเวทได้ เพราะลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว" ดีกว่า "เครื่องแบบเป็นเรื่องน่าสนใจ" ดูวิธีเขียนประเด็นหลัก

ประโยคกรรมวาจก passive voice

ประโยคที่ผู้ถูกกระทำเป็นประธาน ภาษาไทยใช้ ถูก โดน หรือ ได้รับ ซึ่ง ถูกและโดนมักสื่อว่าเรื่องไม่น่าพอใจ เช่น "เขาถูกตำหนิ" ส่วน ได้รับ ใช้กับเรื่องที่เป็นกลางหรือดี ภาษาทางการนิยมใช้ประโยคกรรมวาจกน้อยกว่าภาษาอังกฤษ จึงควรระวังเมื่อแปลหรือ Paraphrase จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ

ประโยคใจความสำคัญ topic sentence

ประโยคที่บอกว่าย่อหน้านั้นพูดเรื่องอะไรและสนับสนุนประเด็นหลักของงานอย่างไร มักเป็นประโยคแรกของย่อหน้า ประโยคอื่นในย่อหน้าต้องอธิบาย พิสูจน์ หรือยกตัวอย่างให้ใจความนั้น หากอ่านเฉพาะประโยคใจความสำคัญของทุกย่อหน้าเรียงกัน ผู้อ่านควรเห็นโครงของข้อโต้แย้งทั้งงาน ดูย่อหน้าควรยาวเท่าไร

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 Royal Institute Dictionary 2011

พจนานุกรมภาษาไทยฉบับทางการที่หน่วยงานรัฐใช้เป็นเกณฑ์การสะกดและความหมายของคำ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2554 และค้นออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสภา การแก้ไขบางคำภายหลัง เช่น แซว มีประกาศแยกต่างหาก เมื่อใช้เครื่องมือตรวจคำ ควรถือผลเป็นข้อเสนอแนะ แล้วเทียบพจนานุกรมก่อนแก้เอกสารสำคัญ

ไม้ยมก ๆ

เครื่องหมายรูป ๆ ใช้แทนการเขียนคำหรือวลีซ้ำ เช่น เด็ก ๆ ดี ๆ หรือ ช้า ๆ ใช้เมื่อคำซ้ำมีหน้าที่เดียวกัน เช่น บอกพหูพจน์หรือเน้นความหมาย แต่ไม่ใช้เมื่อคำที่ซ้ำอยู่คนละหน้าที่หรือคนละวลี เอกสารราชการและงานเขียนทางการควรตรวจการใช้ให้สม่ำเสมอ ดูเครื่องหมายวรรคตอนในภาษาไทย

ระดับภาษา register

ความแตกต่างของภาษาที่เลือกใช้ตามสถานการณ์ ผู้รับสาร และจุดประสงค์ ภาษาไทยแบ่งกว้าง ๆ เป็นระดับพิธีการ ทางการ กึ่งทางการ สนทนา และกันเอง ซึ่งต่างกันที่คำศัพท์ คำลงท้าย และสรรพนาม รายงานหรือจดหมายสมัครงานที่เขียนด้วยภาษาพูดจะดูไม่เหมาะสม ในทางกลับกัน แชตกับเพื่อนด้วยภาษาแบบแผนก็ฟังแข็ง

ราชบัณฑิตยสภา Royal Society of Thailand

องค์กรทางวิชาการของรัฐที่เป็นหน่วยงานกำกับด้านการสะกดคำ การทับศัพท์ และการจัดทำพจนานุกรมภาษาไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อมีข้อสงสัยว่าคำใดเขียนอย่างไรจึงถูกต้อง ให้ใช้เกณฑ์และพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสภาเป็นหลัก เครื่องมือตรวจคำผิดของ AdeptWrite อ้างอิงพจนานุกรมฉบับนี้ ดูหลักการสะกดคำไทย

ราชาศัพท์ royal vocabulary

ชุดคำศัพท์และรูปแบบการใช้ภาษาสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และพระสงฆ์ เช่น เสวย แทน กิน ที่ใช้ในเอกสารทางราชการและพิธีการ ผู้เขียนต้องเลือกคำให้ตรงฐานะของบุคคลที่กล่าวถึง ไม่ใช้ปะปนกับภาษาทั่วไป หากไม่แน่ใจควรตรวจกับพจนานุกรมหรือหนังสือราชาศัพท์ที่เชื่อถือได้ ดูคำนำหน้านามและคำเรียกขาน

รูปแบบการอ้างอิง APA, MLA, Chicago, Harvard, IEEE

ชุดกฎสำหรับการอ้างอิงในเนื้อหาและการจัดรายการแหล่งข้อมูลท้ายเล่ม APA นิยมในสังคมศาสตร์และการศึกษา MLA ในวรรณกรรมและภาษา Chicago ในประวัติศาสตร์ ส่วน IEEE ใช้เลขลำดับในงานวิศวกรรม ภาควิชา วารสาร หรือคู่มือของมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดว่าต้องใช้ระบบใด ควรอ่านคู่มือฉบับล่าสุดของสถาบันเสมอ

สรุปความ การสรุปความ

การย่อเนื้อหาให้เหลือเฉพาะใจความสำคัญด้วยถ้อยคำของตนเอง ตัดตัวอย่างและรายละเอียดปลีกย่อยออก จึงสั้นกว่าต้นฉบับมาก เมื่อนำสรุปของงานคนอื่นไปใช้ในงานของตน ยังต้องอ้างอิงที่มาเสมอ แม้ไม่เหลือประโยคใดของต้นฉบับอยู่เลย ดูวิธีเขียนสรุปความ

สันธาน คำเชื่อม

คำที่เชื่อมคำ วลี ประโยค หรือข้อความเข้าด้วยกัน และบอกความสัมพันธ์ เช่น และ (ต่อเนื่อง) แต่ (ขัดแย้ง) หรือ (เลือก) เพราะ (เหตุผล) จึง (ผลลัพธ์) ในงานวิชาการต้องเลือกให้ตรงความสัมพันธ์จริง และไม่ใส่ทุกประโยคจนน่าเบื่อ ภาษาเขียนทางการนิยมคำอย่าง "ดังนั้น" "อย่างไรก็ตาม" และ "นอกจากนี้"

แหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ primary and secondary sources

แหล่งปฐมภูมิคือหลักฐานชั้นแรก เช่น เอกสารจดหมายเหตุ ผลสำรวจต้นฉบับ รายงานการทดลอง หรือคำสัมภาษณ์ ส่วนแหล่งทุติยภูมิวิเคราะห์หรือสรุปเรื่องจากแหล่งอื่น เช่น ตำรา บทความวิจารณ์ และสารานุกรม งานวิชาการควรอ้างปฐมภูมิเมื่อทำได้ และบอกให้ชัดเมื่อต้องอ้างผ่านแหล่งอื่น ดูแหล่งปฐมภูมิกับทุติยภูมิ

อุปมาและอุปลักษณ์ simile and metaphor

อุปมาเปรียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนอีกสิ่งโดยมีคำเชื่อม เช่น เหมือน ดุจ ราวกับ ("ขาวราวหิมะ") ส่วนอุปลักษณ์ยกให้สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งโดยตรง ("เวลาคือทองคำ") ทั้งสองช่วยให้ภาพชัด แต่งานวิชาการควรใช้เท่าที่จำเป็น ดูอุปมาในภาษาไทย

AI Humanizer การปรับข้อความ AI ให้เป็นธรรมชาติ

การเรียบเรียงข้อความที่ร่างด้วย AI ให้อ่านเป็นธรรมชาติและมีลักษณะส่วนตัวมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนความหมาย เหมาะกับการปรับร่างที่แข็งหรือเป็นแบบแผนเกินไป ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนพ้นหน้าที่ตรวจข้อเท็จจริงและอ้างอิงแหล่งที่มา ผู้เขียนยังต้องอ่านทวนและเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาสุดท้าย ดูวิธีปรับข้อความ AI ให้เป็นธรรมชาติ

Paraphrase การเรียบเรียงใหม่

การเล่าความเดิมด้วยถ้อยคำและโครงสร้างประโยคใหม่โดยไม่เปลี่ยนความหมาย ความยาวมักใกล้เคียงต้นฉบับ ต่างจากการสรุปความที่ย่อให้สั้นลง ในงานวิชาการ Paraphrase ยังต้องระบุแหล่งที่มา หากไม่อ้างอิงก็ยังถือเป็นการคัดลอกผลงานได้ แม้เปลี่ยนคำเกือบทั้งหมดแล้ว ดูวิธี Paraphrase ภาษาไทย

คำถามที่พบบ่อย

อภิธานศัพท์ต่างจากพจนานุกรมอย่างไร

พจนานุกรมอธิบายคำศัพท์ทั้งภาษาพร้อมความหมายและการสะกด ส่วนอภิธานศัพท์นี้รวบรวมเฉพาะคำที่เกี่ยวกับการเขียนและภาษา พร้อมคำอธิบายสั้นและตัวอย่างการใช้จริง เมื่อต้องการยืนยันการสะกด ให้ตรวจกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เป็นหลัก

อ้างอิงนิยามในหน้านี้ได้หรือไม่

ได้ โดยระบุที่มาว่า "อภิธานศัพท์ AdeptWrite" และใส่ลิงก์หน้านี้ สำหรับงานวิชาการ ควรอ้างแหล่งต้นทางที่นิยามกล่าวถึงด้วย เช่น คู่มือ APA ฉบับล่าสุดและพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสภา

ถ้าไม่พบคำที่ต้องการ ทำอย่างไร

แจ้งคำที่ต้องการผ่านหน้าติดต่อ เราจะเพิ่มคำเมื่อเขียนนิยามและตรวจเทียบกับแหล่งข้อมูลหลักแล้ว ตามนโยบายบรรณาธิการ และวันที่ปรับปรุงของหน้านี้แสดงว่ารายการเปลี่ยนล่าสุดเมื่อใด