บรรณานุกรมกับเอกสารอ้างอิง ต่างกันอย่างไร และงานของคุณต้องใช้อะไร
บรรณานุกรมคือรายการแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนอ่านหรือใช้ประกอบงาน ส่วนเอกสารอ้างอิง (reference list) คือรายการเฉพาะแหล่งที่อ้างถึงในเนื้อหาจริง ระบบ APA ใช้อย่างหลัง แต่หลายสถาบันในไทยเรียกส่วนท้ายเล่มว่า "บรรณานุกรม" แม้จะใช้ APA ดังนั้นให้ยึดชื่อและรูปแบบตามคู่มือของสถาบันที่ส่งงาน
คำตอบสั้น ๆ: ต่างกันที่ "อ่าน" กับ "อ้าง"
บรรณานุกรม (bibliography) คือรายการของทุกแหล่งที่ผู้เขียนอ่าน ค้นคว้า หรือใช้เป็นพื้นฐานของงาน ไม่ว่าจะยกมาอ้างในเนื้อหาหรือไม่ก็ตาม ส่วน เอกสารอ้างอิง หรือ รายการอ้างอิง (reference list) คือรายการเฉพาะแหล่งที่ปรากฏเป็นการอ้างอิงในเนื้อหาของงานนั้น
| บรรณานุกรม | เอกสารอ้างอิง | |
|---|---|---|
| ภาษาอังกฤษ | bibliography | reference list (APA) |
| มีอะไรบ้าง | ทุกแหล่งที่อ่านและใช้ประกอบ | เฉพาะแหล่งที่อ้างในเนื้อหา |
| ถ้าอ่านแต่ไม่ได้อ้าง | ใส่ได้ | ไม่ใส่ |
| ถ้าอ้างในเนื้อหา | ใส่ | ต้องใส่ทุกรายการ |
| ความสัมพันธ์กับการอ้างในเนื้อหา | ไม่ต้องตรงกันทุกรายการ | ต้องจับคู่กันทั้งสองทาง |
ในทางปฏิบัติของไทย สองคำนี้ปะปนกันมาก สถาบันจำนวนหนึ่งใช้ชื่อหัวข้อว่า "บรรณานุกรม" กับรายการที่ทำตาม APA ซึ่งตามหลักแล้วคือเอกสารอ้างอิง อีกส่วนหนึ่งใช้ "เอกสารอ้างอิง" หรือ "รายการอ้างอิง" เหตุผลจึงไม่ควรตัดสินจากความรู้สึกว่าคำไหนถูก ให้เปิดคู่มือการจัดทำรายงานหรือวิทยานิพนธ์ของคณะ หรือคำแนะนำผู้เขียนของวารสาร แล้วใช้ชื่อหัวข้อและรูปแบบตามนั้น
ทำไมถึงสับสน
สาเหตุหลักมีสามข้อ
- ธรรมเนียมเดิมกับระบบสมัยใหม่ซ้อนกัน งานไทยรุ่นเก่าใช้เชิงอรรถคู่กับบรรณานุกรมท้ายเล่ม ซึ่งรวมทุกเล่มที่อ่าน เมื่อระบบนาม-ปีอย่าง APA เข้ามา หลายสถาบันคงชื่อหัวข้อเดิมไว้
- ชื่อภาษาอังกฤษหลายชื่อ APA เรียก reference list, MLA เรียก works cited, Chicago มีทั้ง bibliography และ reference list ขึ้นกับระบบที่เลือก ผู้เรียนที่ค้นตัวอย่างจากหลายแหล่งจึงเจอคำต่างกัน
- เครื่องมือจัดรูปแบบใช้ชื่อกลาง ๆ โปรแกรมจัดการอ้างอิงมักเรียกผลลัพธ์ว่า bibliography ทั้งที่ผู้ใช้เลือกรูปแบบ APA
เมื่อรู้ว่าสองอย่างนี้ต่างกันที่ขอบเขต จะตัดสินใจได้ง่าย: ถ้าคู่มือบอกให้ใส่ "เฉพาะที่อ้างถึง" ให้ทำเป็นเอกสารอ้างอิง ถ้าบอกให้ใส่ "ทุกเล่มที่ใช้ประกอบการศึกษา" ให้ทำเป็นบรรณานุกรม
งานของคุณควรใช้อะไร
ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่ข้อบังคับ ให้เทียบกับคู่มือของสถาบันเสมอ
| สถานการณ์ | ส่วนท้ายเล่มที่มักใช้ |
|---|---|
| รายงานหรือวิทยานิพนธ์ที่ใช้ APA ในเนื้อหา | เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรมตามชื่อที่คู่มือกำหนด โดยมีเฉพาะแหล่งที่อ้างถึง |
| งานที่ใช้เชิงอรรถ (นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บางสาขา) | บรรณานุกรมท้ายเล่ม มักรวมแหล่งที่อ่านด้วย |
| บทความวารสาร | ตามคำแนะนำผู้เขียนของวารสาร ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการเฉพาะแหล่งที่อ้างถึง |
| รายงานในรายวิชา | ถามผู้สอนหรือดูเอกสารประกอบวิชา หากไม่ระบุ ใช้แบบอ้างเฉพาะที่ใช้จริง |
| งานที่ผู้สอนขอ "บรรณานุกรมพร้อมคำอธิบาย" | รายการที่มีหมายเหตุสั้น ๆ ใต้แต่ละแหล่ง ตามที่ผู้สอนกำหนด |
ถ้ายังเลือกไม่ได้ ให้ถือหลักว่า "ทุกรายการท้ายเล่มต้องมีการอ้างในเนื้อหา และทุกการอ้างในเนื้อหาต้องมีรายการท้ายเล่ม" วิธีนี้ปลอดภัยกับระบบนาม-ปีเกือบทุกแบบ
ตัวอย่างรายการภาษาไทยตาม APA 7
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อมูลสมมติเพื่อแสดงรูปแบบ ไม่ใช่หนังสือหรือบทความจริง รูปแบบของแต่ละสถาบันอาจต่างจากนี้เล็กน้อย
หนังสือ
สมชาย ใจดี. (2565). การสื่อสารในที่ทำงาน (พิมพ์ครั้งที่ 2). สำนักพิมพ์ตัวอย่าง.
บทความวารสาร
สุดา รักเรียน. (2564). การใช้สื่อสังคมออนไลน์กับการเรียนของนักศึกษา. วารสารตัวอย่างการศึกษา, 12(2), 45–60.
วิทยานิพนธ์
มานะ ตั้งใจ. (2563). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยตัวอย่าง].
เว็บไซต์ของหน่วยงาน
กระทรวงตัวอย่าง. (2566, 15 มีนาคม). รายงานประจำปี 2565. https://www.example.go.th/report
อ่านรายละเอียดเฉพาะของแหล่งภาษาไทย เช่น การแปลชื่อเรื่อง การเขียนเลขหน้า และตัวย่อ ได้ที่ คู่มือการอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย
สิ่งที่ต้องสังเกตในรายการภาษาไทย
- ลำดับชื่อผู้แต่ง ชื่อคนไทยเขียนชื่อต้นก่อนนามสกุล ไม่สลับนามสกุลขึ้นหน้าและไม่ใส่เครื่องหมายจุลภาคคั่น ต่างจากรายการภาษาอังกฤษที่เขียนนามสกุลก่อนแล้วตามด้วยอักษรย่อชื่อ เช่น Kahneman, D. คู่มือบางแห่งอาจกำหนดต่างออกไป จึงควรดูตัวอย่างในคู่มือเล่มจริง
- ปีพิมพ์ หนังสือและบทความไทยส่วนใหญ่พิมพ์ปี พ.ศ. ลงในเล่ม ให้กรอกตามที่ปรากฏในแหล่งนั้น ไม่ต้องแปลงเอง และใช้ระบบเดียวกันตลอดทั้งรายการ ถ้าคู่มือสั่งให้แปลงเป็น ค.ศ. ให้แปลงทุกรายการและระบุให้ชัด การปนกันทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าเป็นคนละช่วงเวลา
- ชื่อเรื่อง ภาษาไทยไม่มีตัวพิมพ์ใหญ่เล็ก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เหมือนภาษาอังกฤษ ใช้ตัวเอนกับชื่อหนังสือหรือชื่อวารสาร ตามหลัก APA
- สำนักพิมพ์ ใส่ชื่อสำนักพิมพ์ตามที่ปรากฏบนหน้าปกใน ถ้าผู้แต่งกับสำนักพิมพ์เป็นหน่วยงานเดียวกัน ให้ปฏิบัติตามคู่มือว่าจะซ้ำชื่อหรือไม่
การเรียงลำดับรายการภาษาไทย
รายการท้ายเล่มในระบบนาม-ปีเรียงตามตัวอักษรของรายการแรก การเรียงภาษาไทยใช้ลำดับอักษรไทย ก ถึง ฮ ตามแบบพจนานุกรม โดยมีหลักที่มักพลาด
- สระนำหน้าไม่นับ สระ เ แ โ ใ ไ ที่อยู่หน้าพยัญชนะ ไม่ถูกนับเป็นอักษรตัวแรก ให้เรียงตามพยัญชนะที่ตามมา เช่น "เกษม" เรียงในกลุ่มตัว ก
- ดูพยัญชนะก่อน แล้วค่อยดูสระและวรรณยุกต์ ตามหลักการเรียงคำของพจนานุกรมไทย ราชบัณฑิตยสถานมีหลักเกณฑ์เรื่องนี้ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
- เรียงตามชื่อต้น เมื่อชื่อคนไทยเขียนชื่อต้นก่อนนามสกุล คู่มือไทยจำนวนมากให้เรียงตามชื่อต้น แล้วตามด้วยนามสกุลเมื่อชื่อต้นซ้ำกัน ตรวจกับคู่มือของคุณ เพราะบางแห่งเรียงตามนามสกุล
- ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ คู่มือส่วนใหญ่แยกกลุ่ม โดยมากเรียงรายการภาษาไทยก่อนแล้วตามด้วยรายการภาษาอังกฤษ แต่บางแห่งกลับกัน ให้ยึดคู่มือ
โปรแกรมประมวลผลคำบางตัวเรียงอักษรไทยได้ตามพจนานุกรม แต่ผลที่ได้ยังควรไล่ตรวจด้วยตา โดยเฉพาะรายการที่ขึ้นต้นด้วยสระนำหน้า
ตัวอย่างก่อนและหลังแก้
ก่อนแก้: รายการท้ายเล่มของรายงานที่ใช้ APA มีทั้งหนังสือที่ผู้เขียนอ่านแต่ไม่ได้อ้างในเนื้อหา มีรายการที่ปีเป็น พ.ศ. ปนกับ ค.ศ. และเรียงตามลำดับที่เจอ
1. Brown, A. (2019). Study habits. Example Press. 2. สุดา รักเรียน. (2564). การอ่านและการเรียน. สำนักพิมพ์ตัวอย่าง. 3. เกษม สุขสันต์. (2022). การจัดการเวลา. สำนักพิมพ์ตัวอย่าง.
ปัญหา: ใช้เลขลำดับทั้งที่ APA เรียงตามอักษร ปีของรายการที่ 3 เป็น ค.ศ. ทั้งที่แหล่งพิมพ์เป็น พ.ศ. และรายการที่ 1 อาจไม่ได้อ้างในเนื้อหา
หลังแก้: ตัดเลขลำดับ ตรวจว่าทุกรายการมีการอ้างในเนื้อหา ใช้ปีตามที่พิมพ์ในแหล่ง และเรียงภาษาไทยตามอักษรก่อนภาษาอังกฤษ
เกษม สุขสันต์. (2565). การจัดการเวลา. สำนักพิมพ์ตัวอย่าง.
สุดา รักเรียน. (2564). การอ่านและการเรียน. สำนักพิมพ์ตัวอย่าง.
Brown, A. (2019). Study habits. Example Press.
สังเกตว่า "เกษม" อยู่ก่อน "สุดา" เพราะสระ เ ไม่ถูกนับ จึงเรียงตามพยัญชนะ ก
เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน
- ชื่อหัวข้อท้ายเล่มตรงกับที่คู่มือหรือผู้สอนกำหนดหรือไม่
- ทุกรายการท้ายเล่มมีการอ้างในเนื้อหา (ถ้าใช้เอกสารอ้างอิง)
- ทุกการอ้างในเนื้อหามีรายการท้ายเล่ม
- ชื่อผู้แต่งและปีในเนื้อหาตรงกับรายการท้ายเล่ม
- ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ใช้ระบบเดียวกันทั้งเล่มหรือตามคู่มือ
- เรียงตามอักษรแล้ว และจัดกลุ่มภาษาไทยกับภาษาอังกฤษตามคู่มือ
- ย่อหน้าแขวนและช่วงบรรทัดตรงตามที่สถาบันกำหนด
- URL และ DOI เปิดได้จริงในวันที่ตรวจ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใส่แหล่งที่ไม่ได้อ้างลงในเอกสารอ้างอิง ทำให้ผู้ตรวจสงสัยว่าผู้เขียนเพิ่มรายการให้ดูมาก
- อ้างในเนื้อหาแต่ลืมใส่รายการท้ายเล่ม ผู้อ่านตามหาแหล่งไม่ได้
- สลับนามสกุลนำหน้าชื่อคนไทย โดยคัดรูปแบบภาษาอังกฤษมาใช้กับแหล่งภาษาไทย
- ปนปีสองระบบ พ.ศ. และ ค.ศ. ในรายการเดียวกัน
- เรียงตามที่เจอแทนตามอักษร หรือเรียงสระนำหน้าผิดตำแหน่ง
- คัดลอกรายการจากงานของผู้อื่นโดยไม่เคยเปิดอ่านแหล่งนั้น ซึ่งเสี่ยงให้ข้อมูลผิดและเข้าข่ายการอ้างที่ไม่ซื่อตรง
เรื่องการอ้างให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าลอกงาน อ่านต่อที่ วิธีป้องกันการลอกเลียนผลงาน และการเลือกแหล่งที่น่าเชื่อถือที่ แหล่งข้อมูลปฐมภูมิกับทุติยภูมิ ส่วนการใช้เชิงอรรถแทนระบบนาม-ปี ดูที่ เชิงอรรถกับ Endnote
ใช้ AdeptWrite ช่วยจัดรายการ
สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago ของ AdeptWrite จัดรูปแบบรายการจากข้อมูลที่คุณกรอกในฟอร์ม ได้ 5 รูปแบบคือ APA 7, MLA 9, Chicago, Harvard และ IEEE ทำงานในเบราว์เซอร์ ไม่มีโควตา AI
ข้อจำกัดที่ควรรู้ตามจริง ตารางคำเชื่อมของเครื่องมือมีเฉพาะภาษาอินโดนีเซียและอังกฤษ รายการภาษาไทยจึงอาจได้คำย่อภาษาอังกฤษ เช่น et al. และ pp. แทนคำไทย และเครื่องมือไม่รับประกันว่าลำดับชื่อหรือการเรียงอักษรไทยตรงกับคู่มือของสถาบันคุณ ให้ถือผลเป็นร่างแล้วเทียบกับคู่มือฉบับจริงทุกครั้ง
หลังจัดรายการแล้ว นำข้อความที่เขียนเองไปตรวจด้วย ตรวจคำผิดภาษาไทย ซึ่งเทียบกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 โดยไม่ได้ตรวจความถูกต้องของรูปแบบอ้างอิง และถ้าจะตรวจความซ้ำของเนื้อหา ใช้ ตรวจ Plagiarism เป็นเครื่องช่วยประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่หลักฐานตัดสินว่าลอกหรือไม่
ข้อควรจำ
เอกสารอ้างอิงคือสิ่งที่อ้าง บรรณานุกรมคือสิ่งที่อ่าน ส่วนชื่อหัวข้อที่ต้องใช้จริงขึ้นกับคู่มือของสถาบัน เมื่อเปิดคู่มือ ให้จดสามอย่างก่อนเริ่มจัดรายการ ได้แก่ ชื่อหัวข้อ ลำดับชื่อผู้แต่ง และระบบปีที่ใช้ แล้วรายการทั้งหมดจะสม่ำเสมอเอง
ลองใช้เครื่องมือ
คำถามที่พบบ่อย
บรรณานุกรมกับเอกสารอ้างอิงต่างกันอย่างไร
บรรณานุกรมรวมทุกแหล่งที่ผู้เขียนอ่านหรือใช้ประกอบงาน ไม่ว่าจะอ้างในเนื้อหาหรือไม่ ส่วนเอกสารอ้างอิงมีเฉพาะแหล่งที่อ้างถึงในเนื้อหา หลายสถาบันไทยเรียกรายการแบบ APA ว่าบรรณานุกรม จึงควรยึดชื่อหัวข้อและรูปแบบตามคู่มือของสถาบัน
ถ้าใช้ APA ต้องเขียนว่าบรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิง
APA เรียกส่วนนี้ว่า reference list ซึ่งตรงกับ "เอกสารอ้างอิง" หรือ "รายการอ้างอิง" แต่คู่มือของบางมหาวิทยาลัยและวารสารไทยกำหนดให้ใช้คำว่า "บรรณานุกรม" ให้ใช้ตามคู่มือฉบับที่ใช้ส่งงาน เพราะเป็นเกณฑ์ที่ผู้ตรวจใช้
รายการภาษาไทยเรียงตามชื่อหรือนามสกุล
ธรรมเนียมไทยจำนวนมากเรียงตามชื่อต้น แล้วตามด้วยนามสกุลเมื่อชื่อต้นซ้ำกัน และไม่นับสระนำหน้า เ แ โ ใ ไ แต่บางสถาบันเรียงตามนามสกุล จึงต้องดูตัวอย่างในคู่มือของสถาบันที่คุณส่งงาน
ปีในรายการภาษาไทยใช้ พ.ศ. หรือ ค.ศ.
โดยทั่วไปกรอกตามปีที่พิมพ์ในแหล่งนั้น แหล่งไทยจึงมักเป็น พ.ศ. และแหล่งต่างประเทศเป็น ค.ศ. แต่คู่มือบางแห่งให้ใช้ระบบเดียวทั้งเล่ม ถ้าต้องแปลง ให้แปลงทุกรายการให้สม่ำเสมอ และอย่าปนสองระบบในรายการเดียวกัน
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- การอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย: ชื่อผู้แต่ง ปี พ.ศ. และการเรียงรายการ — ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานการอ้างอิงแห่งชาติเพียงฉบับเดียวที่ทุกสถาบันต้องใช้ บัณฑิตวิทยาลัยและคณะจำนวนมากกำหนด APA ฉบับดัดแป…
- เชิงอรรถ (Footnote) กับ Endnote ต่างกันอย่างไร และใช้เมื่อไรในงานวิชาการไทย — เชิงอรรถ (Footnote) คือหมายเหตุที่พิมพ์ไว้ท้ายหน้าเดียวกับข้อความที่อ้างถึง ส่วนเชิงอรรถท้ายบทหรือท้ายเล่ม (Endnote) รวม…
- แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ต่างกันอย่างไร พร้อมตัวอย่างที่นักศึกษาไทยพบจริง — ข้อมูลปฐมภูมิคือหลักฐานต้นทางที่ผู้เขียนเก็บเองหรือเกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้น เช่น ราชกิจจานุเบกษา บันทึกสัมภาษณ์ ผลสำรวจ ข…
- วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ที่มาของทุกถ้อยคำและทุกความคิดมองเห็นได้ จดแหล่งที่มาไว้ข้างทุกประโยคที่โน…
- Plagiarism คืออะไร? การคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — Plagiarism หรือการคัดลอกผลงาน คือการนำถ้อยคำ ข้อมูล หรือความคิดของผู้อื่นมาเสนอราวกับเป็นของตนเองโดยไม่อ้างอิงที่มาให้ถู…