แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ต่างกันอย่างไร พร้อมตัวอย่างที่นักศึกษาไทยพบจริง
ข้อมูลปฐมภูมิคือหลักฐานต้นทางที่ผู้เขียนเก็บเองหรือเกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้น เช่น ราชกิจจานุเบกษา บันทึกสัมภาษณ์ ผลสำรวจ ข้อมูลทุติยภูมิคืองานที่วิเคราะห์หรือเล่าต่อจากต้นทาง เช่น ตำราและบทความวิจัย ส่วนตติยภูมิรวบรวมจากทั้งสองอย่าง เช่น สารานุกรมและ Wikipedia ประเภทของแหล่งขึ้นกับคำถามวิจัย
คำตอบสั้น ๆ: ดูว่าใครอยู่ใกล้เหตุการณ์หรือข้อมูลมากที่สุด
แหล่งข้อมูลแบ่งตามระยะห่างจากต้นทาง ยิ่งใกล้ต้นทางยิ่งเป็นปฐมภูมิ
- ข้อมูลปฐมภูมิ (primary) คือหลักฐานดั้งเดิม ผู้สร้างเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ หรือผู้วิจัยเก็บข้อมูลมาเองโดยตรง
- ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary) คืองานที่ตีความ วิเคราะห์ หรือสรุปจากข้อมูลปฐมภูมิอีกทอดหนึ่ง
- ข้อมูลตติยภูมิ (tertiary) คือการรวบรวมและเรียบเรียงจากแหล่งปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นหรือค้นอ้างอิงเร็ว ๆ
จุดที่ทำให้สับสนคือ ประเภทของแหล่งไม่ได้ติดอยู่กับตัวเอกสาร แต่ขึ้นกับคำถามที่คุณกำลังตอบ จดหมายของนักการเมืองฉบับเดียวกันเป็นปฐมภูมิเมื่อคุณศึกษาความคิดของเขา แต่หนังสือชีวประวัติที่อ้างจดหมายฉบับนั้นเป็นทุติยภูมิ
ตารางทดสอบอย่างเร็ว: แหล่งนี้เป็นประเภทไหน
ถามตัวเองสามข้อกับแหล่งที่อยู่ในมือ
- ผู้เขียนหรือผู้สร้างอยู่ในเหตุการณ์ หรือเก็บข้อมูลนี้ด้วยตัวเองหรือไม่
- เนื้อหาเป็นข้อมูลดิบหรือข้อความต้นฉบับ หรือเป็นการอธิบายและตีความข้อมูลของคนอื่น
- เนื้อหาเรียบเรียงจากหลายแหล่งเพื่อให้ภาพกว้าง ๆ หรือไม่
| ข้อสังเกต | ปฐมภูมิ | ทุติยภูมิ | ตติยภูมิ |
|---|---|---|---|
| ที่มาของเนื้อหา | ผู้อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้เก็บข้อมูลเอง | ผู้ศึกษาจากแหล่งอื่นแล้ววิเคราะห์ | ผู้รวบรวมจากหลายแหล่ง |
| ลักษณะ | ข้อมูลดิบ ข้อความต้นฉบับ หลักฐาน | การตีความ การวิจารณ์ การสังเคราะห์ | ภาพรวม นิยาม ดัชนี |
| ใช้ทำอะไร | เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ข้อโต้แย้ง | ช่วยให้เข้าใจบริบทและเทียบมุมมอง | เริ่มต้นศึกษา หาคำศัพท์ หาแหล่งต่อ |
| ความเสี่ยง | อาจมีอคติของผู้บันทึก หรือต้องขอจริยธรรมวิจัย | ผู้เขียนอาจตีความคลาดเคลื่อน | อาจล้าสมัย ไม่ลงลึก ไม่ควรเป็นแหล่งหลัก |
ตัวอย่างที่นักศึกษาไทยพบบ่อย
ตารางด้านล่างแยกตามแหล่งที่เจอในการเขียนรายงานและวิทยานิพนธ์ โปรดจำว่าคอลัมน์ "ประเภท" ขึ้นกับคำถามวิจัย
| แหล่ง | ประเภทที่มักเป็น | เหตุผลและข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| พระราชบัญญัติที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา | ปฐมภูมิ | เป็นตัวบทกฎหมายต้นฉบับที่ประกาศใช้ ใช้ตรวจว่ากฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไร |
| บทความอธิบายมาตราของกฎหมายนั้นในวารสารนิติศาสตร์ | ทุติยภูมิ | ตีความตัวบทและเทียบกับคำพิพากษา |
| บันทึกการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักที่คุณทำเอง | ปฐมภูมิ | คุณเป็นผู้เก็บข้อมูลเอง ต้องผ่านขั้นตอนจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ตามที่สถาบันกำหนดและขอความยินยอม |
| ผลแบบสอบถามที่คุณแจกและเก็บเอง | ปฐมภูมิ | เป็นข้อมูลที่เกิดจากการวิจัยของคุณ |
| ตารางสถิติที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่ เช่น ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ | ขึ้นกับการใช้ | ถ้าคุณวิเคราะห์ตัวเลขนั้นเองถือเป็นข้อมูลที่ใช้ในลักษณะปฐมภูมิ แต่ถ้าอ้างรายงานที่หน่วยงานสรุปไว้แล้ว ถือเป็นทุติยภูมิ |
| เอกสารที่เก็บในหอจดหมายเหตุ เช่น หนังสือราชการเก่า | ปฐมภูมิ | เป็นเอกสารสมัยนั้นที่ยังไม่ผ่านการตีความ |
| ตำราเรียนในมหาวิทยาลัย | ทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ | ตำราที่ผู้เขียนวิเคราะห์ประเด็นเองเป็นทุติยภูมิ ตำราที่รวบรวมความรู้พื้นฐานกว้าง ๆ ใกล้เคียงตติยภูมิ |
| บทความวิจัยในวารสารวิชาการ | ปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ | รายงานการวิจัยที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลเองเป็นปฐมภูมิของงานนั้น บทความทบทวนวรรณกรรมเป็นทุติยภูมิ |
| พจนานุกรมและสารานุกรม | ตติยภูมิ | เหมาะตรวจนิยามและคำศัพท์ ไม่ควรเป็นหลักฐานหลัก |
| Wikipedia | ตติยภูมิ | เนื้อหาแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป ใช้เป็นจุดเริ่มค้นหาแหล่งต้นทางที่ท้ายบทความได้ แต่ควรอ้างแหล่งต้นทางแทน |
คู่มือของบางสถาบันและอาจารย์บางท่านไม่รับ Wikipedia เป็นข้อมูลอ้างอิงในรายงาน ให้ถามรายวิชาหรือที่ปรึกษาของคุณ
ตัวอย่างต่างสาขาวิชา
- นิติศาสตร์ ตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาเป็นปฐมภูมิ บทความวิชาการและตำราที่วิจารณ์เป็นทุติยภูมิ
- ประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ ศิลาจารึก และบันทึกร่วมสมัยเป็นปฐมภูมิ งานเขียนประวัติศาสตร์ของนักวิชาการรุ่นหลังเป็นทุติยภูมิ
- สังคมศาสตร์และการศึกษา ผลสำรวจและสัมภาษณ์ที่เก็บเองเป็นปฐมภูมิ การทบทวนงานวิจัยของผู้อื่นเป็นทุติยภูมิ
- วิทยาศาสตร์สุขภาพ รายงานการทดลองต้นฉบับเป็นปฐมภูมิ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเป็นทุติยภูมิ
ใช้แหล่งแต่ละชนิดเมื่อไร
- ปฐมภูมิ ใช้เมื่อต้องการหลักฐานตรง ๆ เพื่อพิสูจน์ข้อโต้แย้ง เช่น วิเคราะห์ตัวบท วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บเอง
- ทุติยภูมิ ใช้สร้างกรอบแนวคิด ทบทวนวรรณกรรม และเทียบผลของคุณกับงานก่อนหน้า
- ตติยภูมิ ใช้ทำความเข้าใจภาพรวมและศัพท์ในช่วงเริ่มหัวข้อ แล้วตามไปอ่านแหล่งจริง
รายงานนักศึกษาจำนวนมากมีแต่ทุติยภูมิ ซึ่งเหมาะกับงานทบทวนความรู้ แต่ถ้าโจทย์ให้ "วิเคราะห์" อาจารย์มักคาดหวังว่าคุณจะแตะแหล่งต้นทางอย่างน้อยบางส่วน เช่น อ่านตัวบทกฎหมายเอง แทนที่จะอ่านแต่สรุปของคนอื่น
การอ้างแหล่งแต่ละชนิดแบบ APA
รูปแบบอ้างอิงขึ้นกับ ชนิดของเอกสาร ไม่ใช่ปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ แต่ตัวอย่างที่พบบ่อยมีดังนี้ โดยตัวอย่างเป็นข้อมูลสมมติที่ใช้แสดงรูปแบบ และสถาบันของคุณอาจกำหนดการปรับรูปแบบสำหรับภาษาไทยต่างออกไป
บทความวารสาร:
สมหญิง รักเรียน. (2565). การใช้สื่อดิจิทัลในห้องเรียนมัธยม. วารสารการศึกษาตัวอย่าง, 10(2), 15-30.
หนังสือ (ตำรา):
สมชาย ใจดี. (2565). การสื่อสารในที่ทำงาน. สำนักพิมพ์ตัวอย่าง.
เนื้อหาเว็บไซต์ของหน่วยงาน ให้ใช้ชื่อหน่วยงานเป็นผู้แต่ง และใส่ URL ที่เข้าถึงได้
กฎหมาย รายการอ้างอิงขึ้นต้นด้วยชื่อกฎหมายและปี ตามด้วยแหล่งประกาศ คือราชกิจจานุเบกษา ระบุเล่ม ตอน และหน้าจากฉบับที่คุณเปิดใช้จริง ไม่ควรจำเลขเล่มจากความจำ
การสัมภาษณ์ที่คุณทำเองในงานวิจัย ไม่ใส่ในรายการอ้างอิง ให้อธิบายวิธีเก็บข้อมูลในบทที่ 3 และใส่คำให้สัมภาษณ์ในบทผลการวิจัยโดยระบุรหัสผู้ให้ข้อมูล เช่น "ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 3" รวมทั้งเก็บบันทึกไว้ตามข้อกำหนดด้านจริยธรรมของสถาบัน
เมื่อต้องอ้างแหล่งที่คุณไม่ได้อ่านจริง
บางครั้งคุณเจอข้อความของผู้เขียน ก. ในหนังสือของผู้เขียน ข. และหาต้นฉบับของ ก. ไม่ได้ ใน APA ให้ใช้การอ้างอิงทอด (secondary citation) โดยอ้างว่า "(ก., 2560, อ้างถึงใน ข., 2565)" และในรายการอ้างอิงใส่เฉพาะแหล่งที่คุณอ่านจริง คือ ข. เครื่องหมายคำว่า "อ้างถึงใน" บอกผู้อ่านว่าคุณไม่ได้เปิดต้นฉบับ ซึ่งซื่อสัตย์กว่าการเขียนเหมือนอ่านเองแล้ว แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็น เพราะการตามไปอ่านต้นฉบับทำให้งานน่าเชื่อถือกว่า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ถือว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งชนิดหนึ่ง เว็บไซต์เป็นเพียงช่องทางเผยแพร่ ให้ดูว่าเนื้อหาจริงเป็นเอกสารต้นฉบับ บทวิเคราะห์ หรือบทสรุป
- อ้างบทสรุปในข่าวแทนตัวบทหรือรายงานต้นฉบับ ถ้าข่าวสรุปผลสำรวจ ให้ตามไปหารายงานของหน่วยงานที่ทำสำรวจ
- ไม่ระบุวันที่เข้าถึงข้อมูลที่เปลี่ยนได้ เช่น หน้าเว็บของหน่วยงาน
- ใช้ Wikipedia เป็นแหล่งหลัก ทั้งที่ท้ายบทความมีแหล่งต้นทางให้ตาม
- สับสนว่า "ปฐมภูมิ" แปลว่า "ดีกว่า" ไม่จริง แหล่งปฐมภูมิอาจมีอคติของผู้บันทึก ส่วนทุติยภูมิที่ดีช่วยให้เห็นบริบทที่ปฐมภูมิไม่บอก
เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน
- ตอบได้หรือไม่ว่าแหล่งหลักแต่ละชิ้นเป็นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ สำหรับคำถามวิจัยนี้
- ข้อโต้แย้งสำคัญมีหลักฐานปฐมภูมิรองรับ หรือมีเหตุผลที่ใช้ทุติยภูมิ
- ข้อมูลที่เก็บเองผ่านขั้นตอนจริยธรรมและมีหนังสือยินยอมตามที่สถาบันกำหนด
- แหล่งออนไลน์มี URL ที่เปิดได้และวันที่เข้าถึงเมื่อจำเป็น
- ถ้าอ้างทอด ได้ใช้ "อ้างถึงใน" และใส่เฉพาะแหล่งที่อ่านจริงในรายการอ้างอิง
- รูปแบบการอ้างอิงสม่ำเสมอตามคู่มือของสถาบัน
ใช้เครื่องมือ AdeptWrite ช่วยงานค้นคว้า
- สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago สร้างรายการอ้างอิงและการอ้างอิงในเนื้อหาตามประเภทแหล่ง ทำงานในเบราว์เซอร์ แต่คำเชื่อมอย่าง et al. ในเวอร์ชันภาษาไทยยังเป็นตัวย่ออังกฤษ ต้องแก้ตามคู่มือและตรวจกับคู่มือรูปแบบเสมอ
- สรุปความ สรุปเนื้อหา ช่วยย่อบทความยาวให้เหลือใจความ เพื่อตัดสินว่าควรอ่านฉบับเต็มหรือไม่ แต่ไม่ควรใช้แทนการอ่านแหล่งที่คุณจะอ้างจริง
- ตรวจ Plagiarism ตรวจการคัดลอก ช่วยดูว่าข้อความของคุณซ้ำกับสารานุกรมและแหล่งวิชาการแบบเปิดที่เครื่องค้นหรือไม่ ผลไม่ครอบคลุมทุกแหล่งและไม่ใช่คำตัดสิน
- ตรวจคำผิดภาษาไทย จับคำที่มักเขียนผิดและข้อผิดพลาดการพิมพ์ตามรายการคำที่อ้างอิงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (ไม่ครบทุกคำ)
แต่ละครั้งรับข้อความได้ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษร
อ่านต่อ: เมื่อต้องเลือกระหว่างเชิงอรรถกับการอ้างในเนื้อหา ดูที่ เชิงอรรถกับ Endnote ต่างกันอย่างไร วิธีเขียนแหล่งข้อมูลไทยแบบ APA ดูที่ การอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย และวิธีไม่ให้งานเข้าข่ายคัดลอก ดูที่ วิธีหลีกเลี่ยง Plagiarism
ข้อควรจำ
ก่อนจะถามว่าแหล่งนี้ดีไหม ให้ถามว่าแหล่งนี้ตอบคำถามวิจัยของคุณในฐานะอะไร เป็นหลักฐาน เป็นการตีความ หรือเป็นภาพรวม แล้วเลือกใช้ให้ถูกบทบาท อ้างให้ตรงกับชนิดเอกสาร และบอกผู้อ่านให้ชัดว่าคุณอ่านต้นทางหรืออ่านผ่านคนอื่น
ลองใช้เครื่องมือ
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลปฐมภูมิกับทุติยภูมิต่างกันอย่างไร
ข้อมูลปฐมภูมิเป็นหลักฐานต้นทาง เช่น ตัวบทกฎหมาย บันทึกสัมภาษณ์ หรือผลสำรวจที่ผู้วิจัยเก็บเอง ส่วนข้อมูลทุติยภูมิคือการวิเคราะห์หรือสรุปจากข้อมูลต้นทางนั้น เช่น ตำราและบทความทบทวนวรรณกรรม ประเภทขึ้นกับคำถามวิจัยของคุณ
Wikipedia เป็นแหล่งข้อมูลประเภทไหน
โดยทั่วไปถือเป็นแหล่งตติยภูมิ เพราะรวบรวมจากแหล่งอื่น และเปิดให้ผู้ใช้แก้ไขได้ จึงเหมาะเป็นจุดเริ่มค้นหาแหล่งต้นทางจากรายการอ้างอิงท้ายบทความ สถาบันหรือรายวิชาจำนวนหนึ่งไม่รับเป็นแหล่งอ้างอิง ควรถามอาจารย์ผู้สอน
สถิติของหน่วยงานรัฐเป็นปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ
ขึ้นกับวิธีใช้ ถ้าคุณนำตัวเลขดิบหรือตารางจากหน่วยงานมาวิเคราะห์เอง ถือว่าใช้ในลักษณะข้อมูลปฐมภูมิ แต่ถ้าอ้างรายงานที่หน่วยงานหรือผู้อื่นสรุปความไว้แล้ว ถือเป็นทุติยภูมิ ระบุวิธีใช้ให้ชัดในบทวิธีวิจัยเสมอ
สัมภาษณ์ของตัวเองต้องอ้างอิงแบบ APA ไหม
การสัมภาษณ์ที่คุณเก็บเองเป็นข้อมูลวิจัย ไม่ต้องใส่ในรายการอ้างอิง ให้อธิบายวิธีเก็บข้อมูลในบทวิธีวิจัย และอ้างคำให้สัมภาษณ์ในบทผลโดยใช้รหัสผู้ให้ข้อมูล พร้อมขอความยินยอมตามข้อกำหนดด้านจริยธรรมของสถาบัน
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- การอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย: ชื่อผู้แต่ง ปี พ.ศ. และการเรียงรายการ — ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานการอ้างอิงแห่งชาติเพียงฉบับเดียวที่ทุกสถาบันต้องใช้ บัณฑิตวิทยาลัยและคณะจำนวนมากกำหนด APA ฉบับดัดแป…
- เชิงอรรถ (Footnote) กับ Endnote ต่างกันอย่างไร และใช้เมื่อไรในงานวิชาการไทย — เชิงอรรถ (Footnote) คือหมายเหตุที่พิมพ์ไว้ท้ายหน้าเดียวกับข้อความที่อ้างถึง ส่วนเชิงอรรถท้ายบทหรือท้ายเล่ม (Endnote) รวม…
- วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ที่มาของทุกถ้อยคำและทุกความคิดมองเห็นได้ จดแหล่งที่มาไว้ข้างทุกประโยคที่โน…
- บรรณานุกรมกับเอกสารอ้างอิง ต่างกันอย่างไร และงานของคุณต้องใช้อะไร — บรรณานุกรมคือรายการแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนอ่านหรือใช้ประกอบงาน ส่วนเอกสารอ้างอิง (reference list) คือรายการเฉพาะแห…