การเขียนเชิงวิชาการ

เชิงอรรถ (Footnote) กับ Endnote ต่างกันอย่างไร และใช้เมื่อไรในงานวิชาการไทย

ทีมบรรณาธิการ AdeptWriteอัปเดตเมื่อ 8 นาทีในการอ่าน

เชิงอรรถ (Footnote) คือหมายเหตุที่พิมพ์ไว้ท้ายหน้าเดียวกับข้อความที่อ้างถึง ส่วนเชิงอรรถท้ายบทหรือท้ายเล่ม (Endnote) รวมหมายเหตุไว้ท้ายบทหรือท้ายเอกสาร ทั้งสองใช้ใส่แหล่งอ้างอิงหรือคำอธิบายเพิ่มเติม ส่วนจะใช้เชิงอรรถหรือการอ้างอิงแบบ APA ในเนื้อหา ให้ดูที่คู่มือของสถาบันและสาขาวิชา

คำตอบสั้น ๆ: ต่างกันที่ตำแหน่ง ไม่ใช่หน้าที่

เชิงอรรถและเชิงอรรถท้ายบทหรือท้ายเล่ม (endnote) ทำหน้าที่เหมือนกัน คือบอกแหล่งที่มาของข้อความ หรืออธิบายเรื่องที่ไม่อยากให้ขัดจังหวะเนื้อหาหลัก ความแตกต่างอยู่ที่ตำแหน่งที่หมายเหตุไปปรากฏ

เชิงอรรถ (footnote)เชิงอรรถท้ายบท / ท้ายเล่ม (endnote)
ตำแหน่งท้ายหน้าเดียวกับเลขอ้างอิงท้ายบท ท้ายส่วน หรือท้ายเอกสารทั้งฉบับ
ผู้อ่านเห็นเมื่ออ่านหน้านั้นอยู่ ไม่ต้องพลิกหน้าพลิกไปท้ายบทหรือท้ายเล่ม
เหมาะกับงานที่ผู้อ่านตรวจแหล่งอ้างอิงบ่อย เช่น งานกฎหมายและประวัติศาสตร์หนังสือหรือบทความที่ต้องการให้หน้ากระดาษดูโล่ง
เลขลำดับเริ่มใหม่ทุกบทหรือเรียงต่อกันตามที่คู่มือกำหนดเหมือนกัน

ศัพท์ในภาษาไทยไม่ได้ตรึงตัวเท่าภาษาอังกฤษ บางคู่มือเรียกเชิงอรรถท้ายบทว่า "หมายเหตุท้ายบท" หรือ "อรรถาธิบายท้ายเล่ม" ให้ใช้ชื่อตามที่คู่มือของสถาบันที่คุณส่งงานเรียก เพราะกรรมการตรวจรูปเล่มจะดูตามคู่มือฉบับนั้น

เชิงอรรถมี 2 ชนิด: เชิงอรรถอ้างอิง และเชิงอรรถอธิบาย

  1. เชิงอรรถอ้างอิง บอกว่าข้อความหรือข้อมูลมาจากที่ใด เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปี และเลขหน้า
  2. เชิงอรรถอธิบาย ให้ข้อมูลเสริมที่ไม่จำเป็นต่อประเด็นหลัก เช่น ขยายความศัพท์ ชี้ให้ดูบทอื่น หรือกล่าวถึงข้อโต้แย้งเล็ก ๆ ที่ไม่ควรแทรกไว้กลางย่อหน้า

หลักปฏิบัติที่ใช้ได้เกือบทุกคู่มือคือ ถ้าหมายเหตุยาวเกินสองสามประโยค แปลว่าเนื้อหานั้นควรอยู่ในเนื้อเรื่องหรือภาคผนวก ไม่ควรยัดไว้ท้ายหน้า

เมื่อไรใช้เชิงอรรถ เมื่อไรใช้ APA ในเนื้อหา

งานวิชาการไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ระบบ นาม-ปี อย่าง APA ซึ่งใส่ผู้แต่งและปีในวงเล็บกลางเนื้อหา แล้วรวมรายการเต็มไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่ม บัณฑิตวิทยาลัยหลายแห่งในไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์ที่อิง APA เป็นหลัก (เราบันทึกไว้เมื่อ 2026-11-01 โดยไม่ได้ตรวจเนื้อหาคู่มือทุกฉบับ จึงควรเปิดคู่มือรุ่นล่าสุดของสถาบันคุณเอง) แต่สถาบันและคณะเลือกกันเอง จึงไม่มีกฎกลางที่ใช้ทั่วประเทศ

โดยทั่วไป สาขาที่มักใช้เชิงอรรถเป็นระบบอ้างอิงหลัก คือ:

  • นิติศาสตร์ ที่ต้องอ้างมาตรา คำพิพากษา และตำราหลายเล่มในประโยคเดียว
  • ประวัติศาสตร์และมนุษยศาสตร์บางสาขา ที่อ้างเอกสารจดหมายเหตุและต้นฉบับหลายชนิด ซึ่งมักใช้รูปแบบอิง Chicago
  • งานที่คู่มือของคณะระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้ใช้เชิงอรรถ

ขณะที่ในระบบ APA เชิงอรรถไม่ได้ถูกใช้ใส่แหล่งอ้างอิง แต่ยังมีไว้ใส่เชิงอรรถอธิบายสั้น ๆ ได้ หากคู่มือเล่มนั้นอนุญาต ดังนั้นก่อนเริ่มเขียน ให้เปิดคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์ของสถาบันก่อนเสมอ แล้วถามอาจารย์ที่ปรึกษาหากคู่มือไม่ชัดเจน

ตัวอย่างเชิงอรรถอ้างอิงแบบไทย

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อมูลสมมติเพื่อแสดงรูปแบบ ไม่ใช่หนังสือจริง รูปแบบแบบเชิงอรรถที่ใช้กันในงานไทย ชื่อผู้แต่งไทยเขียนชื่อต้นก่อนนามสกุล โดยไม่ใส่เครื่องหมายจุลภาคคั่น

เนื้อหา: ผู้ว่าจ้างจำนวนมากยังคาดหวังให้ลูกจ้างตอบอีเมลภายในวันทำการเดียวกัน¹

เชิงอรรถ (ท้ายหน้า):

¹ สมชาย ใจดี, การสื่อสารในที่ทำงาน (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ตัวอย่าง, 2565), 45.

เทียบกับการอ้างแบบ APA ในเนื้อหาของประโยคเดียวกัน:

ผู้ว่าจ้างจำนวนมากยังคาดหวังให้ลูกจ้างตอบอีเมลภายในวันทำการเดียวกัน (สมชาย ใจดี, 2565, น. 45)

สังเกตสามอย่าง

  • ในเชิงอรรถ ลำดับข้อมูลคือผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปี หน้า ส่วนรายการในบรรณานุกรมจะเรียงตามนามสกุลและมีรูปแบบต่างออกไป
  • ปีพิมพ์ของหนังสือไทยมักเป็น พ.ศ. คู่มือบางแห่งให้คงเป็น พ.ศ. บางแห่งให้แปลงเป็น ค.ศ. ให้ใช้แบบเดียวกันตลอดเล่ม
  • ใน APA ตัวย่อเลขหน้าภาษาไทยคือ "น." ส่วน "pp." และ "et al." มักถูกแทนด้วยคำไทยตามที่คู่มือกำหนด

คำอ้างอิงซ้ำ: เรื่องเดียวกัน อ้างแล้ว และชื่อย่อ

เมื่ออ้างแหล่งเดียวกันซ้ำ งานไทยรุ่นก่อนใช้คำเฉพาะแทนการเขียนรายการเต็มอีกครั้ง คำที่พบในคู่มือเชิงอรรถของไทยมักเป็นดังนี้

คำไทยเทียบกับคำละตินความหมายตามที่คู่มือเหล่านั้นใช้
เรื่องเดียวกันibid.แหล่งเดียวกับเชิงอรรถอันก่อนหน้า
อ้างแล้วop. cit.แหล่งที่เคยอ้างเต็มไปแล้ว แต่มีเชิงอรรถอื่นคั่นอยู่

ข้อควรระวังคือ คำเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อคู่มือของสถาบันกำหนดไว้ และความหมายกับรูปแบบการเขียนอาจต่างกันเล็กน้อยในแต่ละคู่มือ ห้ามเดาเอง ข้อควรทราบเพิ่มเติมคือ คู่มือรูปแบบสากลรุ่นใหม่ เช่น Chicago ฉบับที่ 18 (2024) ลดการใช้คำละตินเหล่านี้และนิยมให้เขียนเชิงอรรถแบบชื่อย่อ คือผู้แต่ง ชื่อเรื่องแบบย่อ และหน้า แทน ซึ่งอ่านง่ายกว่าและไม่พังเมื่อมีการแทรกเชิงอรรถใหม่ระหว่างทาง

ถ้าไม่มีคู่มือบังคับ ให้ใช้เชิงอรรถแบบชื่อย่อ เช่น "ใจดี, การสื่อสารในที่ทำงาน, 47." จะปลอดภัยกว่าการใช้ "เรื่องเดียวกัน" เพราะผู้อ่านไม่ต้องนับย้อนขึ้นไปหลายเชิงอรรถ

วิธีแทรกเชิงอรรถและ Endnote ใน Word

ชื่อเมนูอาจต่างกันเล็กน้อยตามเวอร์ชันและภาษาของโปรแกรม ขั้นตอนทั่วไปมีดังนี้

  1. วางเคอร์เซอร์ท้ายคำหรือประโยคที่ต้องการอ้างถึง
  2. เปิดแท็บ การอ้างอิง (References)
  3. เลือก แทรกเชิงอรรถ (Insert Footnote) Word จะใส่เลขยกและพาเคอร์เซอร์ไปท้ายหน้าให้พิมพ์หมายเหตุ
  4. สำหรับ endnote ให้เลือก แทรกอ้างอิงท้ายเรื่อง (Insert Endnote) หมายเหตุจะไปรวมที่ท้ายเอกสาร
  5. ถ้าต้องการเปลี่ยนรูปแบบเลขหรือตำแหน่ง ให้เปิดกล่องโต้ตอบของกลุ่ม "เชิงอรรถ" แล้วเลือกรูปแบบเลข ตั้งให้เริ่มใหม่ทุกบทหรือเรียงต่อกัน และสั่งแปลงเชิงอรรถทั้งหมดเป็น endnote ได้ในที่เดียว

ทางลัดบน Windows คือ Ctrl+Alt+F สำหรับเชิงอรรถ และ Ctrl+Alt+D สำหรับ endnote ใน Google Docs ใช้เมนู แทรก แล้วเลือก เชิงอรรถ ได้ แต่ Google Docs มีเฉพาะเชิงอรรถท้ายหน้า ไม่มีเชิงอรรถท้ายเล่มโดยตรง

สองข้อที่ทำให้งานพังบ่อย คือ พิมพ์เลขยกเองด้วยมือ ทำให้เลขเพี้ยนเมื่อแก้งาน และ ใช้ฟอนต์ในเชิงอรรถไม่ตรงกับเนื้อหา ควรปรับสไตล์ "ข้อความเชิงอรรถ" ใน Word ครั้งเดียวให้ตรงกับขนาดอักษรที่คู่มือกำหนด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้เชิงอรรถอ้างอิงปนกับ APA ในเนื้อหาในงานเดียวกัน โดยที่คู่มือไม่ได้อนุญาต
  • ใส่เลขเชิงอรรถก่อนเครื่องหมายวรรคตอน ทั้งที่คู่มือหลายเล่มให้ใส่หลังเครื่องหมาย ให้ตรวจกับคู่มือของคุณ
  • เขียนเชิงอรรถอธิบายยาวเป็นย่อหน้า
  • เปลี่ยนรูปแบบกลางเล่ม เช่น บางเชิงอรรถใช้ชื่อเรื่องเต็ม บางเชิงอรรถใช้ชื่อย่อ
  • ใช้ "เรื่องเดียวกัน" ทั้งที่มีเชิงอรรถอื่นคั่นอยู่ ผู้อ่านจะตามแหล่งไม่ถูก
  • ไม่ใส่เลขหน้าที่เจาะจงของข้อความที่อ้าง

เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน

  • คู่มือของสถาบันและคณะกำหนดระบบอ้างอิงแบบใด และรวมถึงเชิงอรรถหรือไม่
  • ทุกเลขยกในเนื้อหามีเชิงอรรถตรงกัน และไม่มีเชิงอรรถที่ไม่มีเลขยก
  • ปีพิมพ์ใช้ พ.ศ. หรือ ค.ศ. แบบเดียวกันทั้งเล่ม
  • รูปแบบชื่อผู้แต่งไทยและต่างประเทศตรงกับคู่มือ
  • ถ้าใช้คำอย่าง "เรื่องเดียวกัน" คู่มืออนุญาตและใช้ถูกตำแหน่งหรือไม่
  • ตรวจคำสะกดและวรรคตอนในหมายเหตุด้วย ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาหลัก

ใช้เครื่องมือ AdeptWrite ช่วยจัดการอ้างอิง

  • สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago กรอกข้อมูลแหล่งที่มา แล้วได้รายการอ้างอิงและการอ้างอิงในเนื้อหาในรูปแบบ APA 7, MLA 9, Chicago, Harvard หรือ IEEE ทำงานในเบราว์เซอร์ แต่คำเชื่อมอย่าง et al. และ pp. ในเวอร์ชันภาษาไทยยังเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ ต้องแก้เป็นคำไทยตามคู่มือเองและตรวจกับคู่มือรูปแบบทุกครั้ง
  • ตรวจคำผิดภาษาไทย จับคำที่มักเขียนผิดและข้อผิดพลาดการพิมพ์ตามรายการคำที่อ้างอิงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (ไม่ครบทุกคำ) ใช้ตรวจข้อความในเชิงอรรถที่พิมพ์ในกล่องแยกต่างหาก
  • ตรวจไวยากรณ์และตรวจประโยค ช่วยดูประโยคและวรรคตอนในเชิงอรรถอธิบาย
  • นับคำ นับตัวอักษร ใช้นับความยาวของเนื้อหาที่วางเข้ามา

เครื่องมือที่ประมวลผลข้อความรับได้ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อครั้ง เครื่องมือช่วยจัดรูปแบบได้ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าสถาบันของคุณกำหนดแบบใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ดูความต่างของรายการอ้างอิงท้ายเล่มที่ บรรณานุกรมกับรายการอ้างอิงต่างกันอย่างไร วิธีเขียนแหล่งข้อมูลไทยแบบ APA ที่ การอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย และการแยกประเภทแหล่งที่ใช้อ้างที่ แหล่งข้อมูลปฐมภูมิกับทุติยภูมิ

ข้อควรจำ

เชิงอรรถหรือ endnote เป็นเพียงที่วางหมายเหตุ ตัวชี้ขาดคือคู่มือของสถาบันที่ตรวจงานคุณ เปิดคู่มือก่อน เลือกระบบเดียว แทรกด้วยฟังก์ชันของโปรแกรมแทนการพิมพ์เลขเอง และตรวจความสม่ำเสมอก่อนส่งเล่ม

ลองใช้เครื่องมือ

สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago
สร้างรายการอ้างอิงและการอ้างอิงในเนื้อหา รูปแบบ APA, MLA, Chicago, Harvard และ IEEE โดยอัตโนมัติ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจคำผิดภาษาไทย
ตรวจคำสะกดผิดจากรายการคำ th_TH และคำที่เขียนไม่ตรงกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พร้อมคำแนะนำ ทำงานในเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจไวยากรณ์และตรวจประโยค
แก้ไวยากรณ์ คำผิด และเครื่องหมายวรรคตอนในภาษาไทยและภาษาอื่น พร้อมไฮไลต์ทุกจุดที่แก้
เปิดเครื่องมือ
นับคำ นับตัวอักษร
นับจำนวนคำ ตัวอักษร ประโยค และเวลาอ่าน โดยตัดคำภาษาไทยด้วยเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ

คำถามที่พบบ่อย

เชิงอรรถกับ Endnote ต่างกันอย่างไร

เชิงอรรถอยู่ท้ายหน้าเดียวกับข้อความที่อ้างถึง ส่วน Endnote หรือเชิงอรรถท้ายบทและท้ายเล่มรวมหมายเหตุไว้ท้ายบทหรือท้ายเอกสาร ทั้งสองบอกแหล่งอ้างอิงหรือให้คำอธิบายเพิ่มได้เหมือนกัน ให้เลือกตามคู่มือของสถาบันที่รับงานของคุณ

วิทยานิพนธ์ใช้เชิงอรรถหรือ APA

ขึ้นกับคู่มือของสถาบันและคณะ บัณฑิตวิทยาลัยหลายแห่งในไทยอิง APA ซึ่งอ้างผู้แต่งและปีในเนื้อหา ขณะที่บางสาขา เช่น นิติศาสตร์และประวัติศาสตร์ อาจกำหนดเชิงอรรถ หากคู่มือไม่ชัดเจนให้ถามอาจารย์ที่ปรึกษา

เรื่องเดียวกัน กับ อ้างแล้ว ใช้อย่างไร

ในคู่มือเชิงอรรถไทยบางฉบับ เรื่องเดียวกันใช้กับแหล่งเดียวกับเชิงอรรถก่อนหน้า ส่วนอ้างแล้วใช้เมื่อเคยอ้างเต็มไปแล้วแต่มีเชิงอรรถอื่นคั่น ใช้ได้เมื่อคู่มือของสถาบันกำหนดเท่านั้น และรูปแบบอาจต่างกันได้

แทรกเชิงอรรถใน Word ทำอย่างไร

วางเคอร์เซอร์ท้ายข้อความ เปิดแท็บการอ้างอิง แล้วเลือกแทรกเชิงอรรถ หรือกด Ctrl+Alt+F บน Windows สำหรับ endnote เลือกแทรกอ้างอิงท้ายเรื่อง หรือกด Ctrl+Alt+D ชื่อเมนูอาจต่างตามเวอร์ชันของโปรแกรม

คู่มือทั้งหมด