วิธี Paraphrase ภาษาไทยให้ไม่ซ้ำต้นฉบับ พร้อมตัวอย่างก่อนและหลัง
การ Paraphrase ภาษาไทยที่ดีคือการอ่านต้นฉบับให้เข้าใจ ปิดหน้าจอ แล้วเขียนความหมายเดิมด้วยโครงสร้างและถ้อยคำของคุณเอง จากนั้นเทียบกับต้นฉบับและใส่การอ้างอิง เทคนิคหลักคือสลับลำดับข้อมูล แยกหรือรวมประโยค เปลี่ยนประธานและกรรม และเลือกคำใหม่ที่ยังถูกต้อง โดยคงศัพท์เฉพาะและตัวเลขไว้ตามเดิม
Paraphrase ภาษาไทยคืออะไร และทำอย่างไรให้ได้ผล
Paraphrase คือการเรียบเรียงความคิดของผู้อื่นใหม่ด้วยถ้อยคำและโครงสร้างประโยคของเราเอง โดยความหมายต้องเท่าเดิมและยังต้องบอกที่มา วิธีที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนคำทีละคำ แต่เป็นขั้นตอนสี่ข้อต่อไปนี้
- อ่านจนเข้าใจ อ่านทั้งย่อหน้า ไม่ใช่ทีละประโยค แล้วลองเล่าให้ตัวเองฟังว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไร
- ปิดต้นฉบับ เขียนใจความสำคัญจากความเข้าใจของคุณเอง โดยไม่มองข้อความเดิม
- เทียบกับต้นฉบับ ตรวจว่าความหมาย ตัวเลข ชื่อ และศัพท์เฉพาะยังถูกต้อง และไม่มีวลียาวที่เหมือนต้นฉบับโดยไม่ได้ตั้งใจ
- ใส่การอ้างอิง ระบุผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ และหน้า (ถ้ามี) ตามรูปแบบที่อาจารย์หรือหน่วยงานกำหนด เช่น APA
ขั้นที่สี่สำคัญเท่ากับสามขั้นแรก เพราะเรียบเรียงใหม่จนไม่เหลือคำเดิมเลยก็ยังเป็นการนำความคิดของผู้อื่นมาใช้ หากไม่บอกที่มาก็ยังเข้าข่ายการคัดลอกผลงานได้ รายละเอียดดูในParaphrase คืออะไรและPlagiarism คืออะไร
ทำไม Paraphrase ภาษาไทยจึงยากกว่าภาษาอังกฤษ
คำแนะนำเรื่อง Paraphrase ส่วนใหญ่เขียนมาจากภาษาอังกฤษ แต่ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้วิธีเดิมใช้ไม่ได้ตรง ๆ
- ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ คนอ่านต้องแบ่งคำเอง ผู้เขียนจึงมักเปลี่ยนแค่คำสองสามคำแล้วเห็นว่า "ต่างจากเดิมแล้ว" ทั้งที่โครงสร้างประโยคยังเหมือนเดิมทุกประการ
- มีสำนวนและโครงสร้างทางการที่ตายตัวมาก เช่น "ส่งผลกระทบต่อ" "มีส่วนสำคัญใน" "ในช่วงที่ผ่านมา" "เป็นที่น่าสังเกตว่า" วลีเหล่านี้ใช้กันซ้ำในรายงานทั่วไป การเปลี่ยนจึงต้องระวังไม่ให้เสียระดับภาษา
- ภาษาไทยไม่มีการผันคำตามกาล ความต่างของเวลาแสดงด้วยคำช่วย เช่น "ได้" "จะ" "กำลัง" "แล้ว" ทำให้เทคนิคเปลี่ยนรูปกริยาแบบภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้
- คำศัพท์เฉพาะสาขาต้องคงไว้ เช่น "ความต้านทานไฟฟ้า" "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" "การวิเคราะห์ถดถอย" การหาคำอื่นมาแทนอาจทำให้ความหมายผิด
- ระดับภาษามีผลต่อความเหมาะสม รายงานวิชาการใช้ภาษาระดับทางการ ถ้าเลือกคำพ้องความหมายที่เป็นภาษาพูดมาแทน งานจะอ่านไม่เป็นวิชาการ
ข้อสรุปคือ ในภาษาไทย โครงสร้างประโยค เป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยนก่อน ส่วนการเปลี่ยนคำเป็นขั้นสุดท้ายและต้องทำอย่างระมัดระวัง
ตัวอย่างต้นฉบับที่ใช้ในบทความนี้
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นย่อหน้าสั้นแบบที่พบในรายงานรายวิชาด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย เราเขียนขึ้นเองเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ได้ยกจากงานของใคร และไม่มีตัวเลขสถิติ
ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของฤดูกาล
ประโยคแรกมีใจความสามส่วนคือ ปัจจัย (สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน) ผลที่เกิด (กระทบเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าว) และเหตุผล (ข้าวพึ่งน้ำ) ประโยคที่สองคือผลตามมา (เกษตรกรปรับตัว) ใจความเหล่านี้ต้องอยู่ครบหลังเรียบเรียงใหม่
เทคนิคที่ 1: สลับลำดับข้อมูลในประโยค
ภาษาไทยเรียงประธาน กริยา กรรมเป็นหลัก แต่เรายังเลือกได้ว่าจะเปิดประโยคด้วยข้อมูลใดก่อน เช่น เริ่มจากผลกระทบ เหตุผล หรือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
| ก่อน | หลัง |
|---|---|
| การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ | ภาคเกษตรกรรมของไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป |
ทำไมได้ผล ประธานเปลี่ยนจากสภาพภูมิอากาศเป็นภาคเกษตรกรรม ลำดับข้อมูลต่างจากเดิม แต่ความหมายหลักยังอยู่ครบ ข้อควรระวังคือ "มีนัยสำคัญ" ในงานวิจัยบางสาขามักหมายถึงนัยสำคัญทางสถิติ ถ้าต้นฉบับใช้ในความหมายนั้น ต้องคงไว้ ในตัวอย่างนี้เป็นความหมายทั่วไป จึงใช้ "อย่างชัดเจน" แทนได้
เทคนิคที่ 2: แยกประโยคยาว หรือรวมประโยคสั้น
ภาษาไทยไม่มีเครื่องหมายมหัพภาคปิดประโยคตามแบบภาษาอังกฤษ ผู้เขียนจำนวนมากจึงใช้ประโยคยาวต่อกันด้วย "ซึ่ง" "และ" "โดย" การแยกประโยคช่วยทั้งการ Paraphrase และความอ่านง่าย
| ก่อน | หลัง |
|---|---|
| โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก | การปลูกข้าวเห็นผลกระทบชัดที่สุด เพราะข้าวต้องอาศัยน้ำฝนและน้ำชลประทานเป็นแหล่งน้ำหลัก |
ทำไมได้ผล คำเชื่อม "ซึ่ง" ถูกแทนด้วยการแยกเป็นสองส่วน เชื่อมด้วย "เพราะ" ทำให้ความสัมพันธ์เหตุและผลชัดขึ้น ควรตรวจว่าไม่ได้ใส่ข้อมูลที่ต้นฉบับไม่ได้บอก ในตัวอย่างนี้ "เห็นผลกระทบชัดที่สุด" เป็นการตีความเกินต้นฉบับเล็กน้อย เพราะต้นฉบับพูดเพียงว่า "โดยเฉพาะ" ถ้าต้องการให้ตรงเป๊ะให้ใช้ "การปลูกข้าวได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ"
กรณีรวมประโยค ถ้าต้นฉบับเป็นประโยคสั้นสองประโยค เช่น "น้ำฝนลดลง ข้าวเสียหาย" ให้รวมเป็น "เมื่อปริมาณน้ำฝนลดลง ผลผลิตข้าวจึงได้รับความเสียหาย" โดยใช้คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ตามที่ต้นฉบับบอกไว้จริง
เทคนิคที่ 3: เปลี่ยนประธานและกรรม (รูปประโยคกรรม)
ภาษาไทยมีประโยคกรรมวาจก ซึ่งมักใช้ "ถูก" "โดน" หรือ "ได้รับ" แต่ใช้ไม่เหมือนภาษาอังกฤษ ตามที่ตำราไวยากรณ์ไทยอธิบายกันโดยทั่วไป "ถูก" และ "โดน" มักใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้พูดมองว่าไม่พึงประสงค์ ส่วน "ได้รับ" ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นกลางหรือเป็นไปในทางดี และคำที่อยู่หลัง "ได้รับ" มักเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนาม
| ก่อน | หลัง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ภาวะแล้งทำให้ข้าวเสียหาย | ข้าวถูกภาวะแล้งทำลาย | "ถูก" เหมาะ เพราะเป็นเหตุร้าย |
| โครงการนี้ช่วยเกษตรกร | เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ | "ได้รับ" เหมาะกับเรื่องที่เป็นผลดี |
| นักวิจัยเก็บข้อมูลจาก 5 จังหวัด | ข้อมูลถูกเก็บจากห้าจังหวัดโดยนักวิจัย | อ่านแข็งและคล้ายสำนวนแปลจากอังกฤษ ควรเลี่ยง |
ข้อสังเกต แถวที่สามคือกับดักที่พบบ่อย คือเปลี่ยนเป็นรูปกรรมทุกประโยคเพราะเคยเรียนเทคนิคนี้จากภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์อ่านเหมือนงานแปล ถ้าเป็นกลางและไม่ต้องการเน้นผู้กระทำ ภาษาไทยมักใช้ประโยคกริยาธรรมดา เช่น "มีการเก็บข้อมูลจากห้าจังหวัด" ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คนไทยใช้จริงในรายงาน ใช้เทคนิคนี้เฉพาะเมื่อประโยคใหม่อ่านเป็นธรรมชาติ
เทคนิคที่ 4: เปลี่ยนวลีเป็นนามวลีหรือกริยา (การเปลี่ยนชนิดของคำ)
ภาษาไทยใช้ "การ" และ "ความ" สร้างคำนามจากกริยาและคำคุณศัพท์ เทคนิคนี้ทำให้เปลี่ยนโครงสร้างได้โดยไม่เปลี่ยนความหมาย
| ก่อน | หลัง |
|---|---|
| เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก | เกษตรกรจำเป็นต้องปรับวิธีเพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพอากาศ |
| ฤดูกาลแปรปรวนมากขึ้น | ความแปรปรวนของฤดูกาลเพิ่มสูงขึ้น |
| นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น | ความตั้งใจเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้น |
ทำไมได้ผล ประโยคเปลี่ยนจากการใช้คำกริยาหรือคำคุณศัพท์เป็นนามวลีที่มี "ความ" หรือ "การ" นำหน้า โครงสร้างต่างจากเดิมชัดเจน ข้อควรระวังคือการใช้ "การ" และ "ความ" มากเกินไปทำให้ประโยคอืดอาด ควรใช้เท่าที่จำเป็น
เทคนิคที่ 5: เลือกคำใหม่ที่ถูกต้อง และตรวจในพจนานุกรม
การเปลี่ยนคำควรเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ขั้นแรก และควรเปลี่ยนเฉพาะคำที่ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะ
| ต้นฉบับ | ตัวเลือก | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ส่งผลกระทบต่อ | ทำให้ได้รับผลกระทบ, มีผลต่อ | "มีผลต่อ" กว้างกว่า ไม่เน้นด้านลบ |
| ปรับเปลี่ยน | ปรับ, เปลี่ยน | "ปรับ" เบากว่า |
| รับมือกับ | จัดการกับ, ตั้งรับ | "ตั้งรับ" มีนัยว่าเป็นฝ่ายรับ |
| อย่างมีนัยสำคัญ | อย่างชัดเจน, อย่างเห็นได้ชัด | ห้ามเปลี่ยนถ้าหมายถึงนัยสำคัญทางสถิติ |
ก่อนใช้คำใหม่ ให้ค้นในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่ dictionary.orst.go.th เพื่อตรวจการสะกดและความหมาย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (orst.go.th) เป็นหน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์การเขียนภาษาไทย ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ทางการ คำที่หลายคนเขียนผิดซ้ำ ๆ เช่น "อนุญาต" (ไม่ใช่ อนุญาติ) และ "ประสบการณ์" (ไม่ใช่ ประสพการณ์) จะติดมากับการเปลี่ยนคำแล้วเขียนผิดได้ง่าย ใช้ตรวจคำผิดภาษาไทยช่วยตรวจอีกรอบ และใช้หาคำพ้องความหมายเพื่อดูตัวเลือก แต่ต้องเลือกเองว่าคำใดเหมาะกับบริบท
สิ่งที่ห้ามเปลี่ยนเมื่อ Paraphrase
- ตัวเลข วันที่ และหน่วย รวมถึงปีพุทธศักราชและคริสต์ศักราช ถ้าต้นฉบับใช้ พ.ศ. ให้คงไว้หรือแปลงอย่างถูกต้อง
- ชื่อเฉพาะ ชื่อบุคคล หน่วยงาน กฎหมาย โครงการ
- ศัพท์เทคนิคของสาขา เช่น คำนิยามในกฎหมาย คำศัพท์ทางการแพทย์ หรือศัพท์บัญญัติที่ราชบัณฑิตยสภากำหนด
- ข้อความที่ต้องการอ้างตรง ๆ ถ้าถ้อยคำสำคัญ เช่น คำนิยาม ให้ใช้เครื่องหมายอัญประกาศและอ้างอิงเป็นการยกข้อความ ไม่ใช่ Paraphrase
- ระดับความมั่นใจของผู้เขียน ต้นฉบับเขียนว่า "อาจ" ต้องไม่กลายเป็น "ทำให้" ในประโยคใหม่
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: ใกล้ต้นฉบับเกินไป และถูกต้อง
ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ใกล้เกินไป (ไม่ควรใช้): การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบต่อภาคการเกษตรของประเทศไทยอย่างสำคัญ
ประโยคนี้เปลี่ยนเพียงบางคำ โครงสร้าง ลำดับ และจังหวะเหมือนเดิมทุกส่วน ระบบตรวจการคัดลอกหรืออาจารย์ที่อ่านจะเห็นว่าเป็นประโยคเดียวกัน
ใช้ได้ (พร้อมอ้างอิง): ภาคเกษตรกรรมของไทยต้องเผชิญกับผลกระทบที่ชัดเจนจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (สมชาย ใจดี, 2566)
ชื่อผู้แต่งและปีในตัวอย่างนี้เป็นชื่อสมมติเพื่อแสดงรูปแบบ APA เท่านั้น ในงานจริงต้องใช้ข้อมูลของแหล่งที่คุณอ่านจริง
ย่อหน้าตัวอย่างฉบับเต็มก่อนและหลัง
ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของฤดูกาล
หลัง Paraphrase: เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป ภาคเกษตรกรรมของไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน การปลูกข้าวได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เพราะต้องอาศัยน้ำฝนและน้ำชลประทานเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับวิธีเพาะปลูกให้รองรับฤดูกาลที่แปรปรวน
ตรวจสอบ: ปัจจัย ผลกระทบ เหตุผลเรื่องน้ำ และการปรับตัวของเกษตรกรยังอยู่ครบ ไม่เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ ไม่มีวลียาวที่ซ้ำกับต้นฉบับ ยกเว้นคำที่ต้องคงไว้ เช่น "ภาคเกษตรกรรม" "การปลูกข้าว" และ "น้ำชลประทาน" หลังย่อหน้านี้ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มา
ใช้เครื่องมือ Paraphrase ของ AdeptWrite อย่างไร
เครื่องมือ Paraphrase ภาษาไทย เรียบเรียงข้อความใหม่ได้ 7 โหมด ได้แก่ ทั่วไป ทางการ กันเอง วิชาการ สร้างสรรค์ ย่อให้สั้น และขยายความ รับข้อความได้สูงสุด 6,000 ตัวอักษรต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง
สำหรับงานรายงานและวิทยานิพนธ์ แนะนำให้ใช้โหมด วิชาการ เพราะเลือกระดับภาษาที่เป็นทางการ ขั้นตอนที่แนะนำคือ
- วางย่อหน้าต้นฉบับทีละย่อหน้า ไม่วางทั้งบท เพื่อให้ตรวจผลได้ละเอียด
- เลือกโหมดวิชาการ แล้วกดเรียบเรียง
- อ่านผลเทียบกับต้นฉบับ ตรวจตัวเลข ศัพท์เฉพาะ และระดับความมั่นใจ
- แก้ไขด้วยตนเองในส่วนที่ผิดหรือฟังไม่เป็นธรรมชาติ
- ใส่การอ้างอิงด้วยสร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago
- ตรวจความซ้ำกับแหล่งเปิดด้วยตรวจ Plagiarism
ผลลัพธ์จากเครื่องมือเป็นเพียงร่างเพื่อให้คุณตรวจทาน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผลอาจเปลี่ยนความหมาย ตกหล่นเงื่อนไข หรือเลือกคำที่ไม่เหมาะกับสาขาของคุณ ผู้เขียนยังต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหาและการอ้างอิงเอง รวมถึงปฏิบัติตามประกาศของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานว่าอนุญาตให้ใช้เครื่องมือช่วยเขียนได้เพียงใด
เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน
- ความหมายและใจความสำคัญครบ ไม่มีข้อมูลเพิ่มหรือขาด
- ตัวเลข ชื่อ และศัพท์เฉพาะตรงกับต้นฉบับ
- ไม่มีวลีเกินสามถึงสี่คำที่เหมือนต้นฉบับ ยกเว้นศัพท์ที่ต้องคงไว้
- ระดับภาษาสม่ำเสมอ และสะกดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
- ใส่การอ้างอิงในเนื้อหาและบรรณานุกรมท้ายเล่ม
- อ่านออกเสียงแล้วฟังเป็นธรรมชาติ
- ตรวจกับประกาศของสถาบันเรื่องการคัดลอกผลงานและการใช้ AI
แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย
ลองเรียบเรียงข้อความต่อไปนี้ แล้วดูแนวเฉลย ข้อความทั้งสองข้อเขียนขึ้นเพื่อการฝึก
โจทย์ 1: "นักศึกษาที่จัดการเวลาได้ดีมักมีผลการเรียนดีกว่านักศึกษาที่ไม่วางแผน เนื่องจากสามารถแบ่งเวลาสำหรับการทบทวนบทเรียนได้อย่างสม่ำเสมอ"
แนวเฉลย 1: การแบ่งเวลาทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอช่วยให้นักศึกษาที่วางแผนเวลาได้ดีทำผลการเรียนได้ดีกว่าผู้ที่ไม่วางแผน
(เทคนิคที่ใช้: สลับลำดับ และเปลี่ยนเหตุผลมาเป็นประธานของประโยค)
โจทย์ 2: "ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งเริ่มใช้แชตบอทตอบคำถามลูกค้า เพื่อลดภาระของพนักงานในช่วงที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมาก"
แนวเฉลย 2: เพื่อให้พนักงานมีงานน้อยลงเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งจึงให้แชตบอทช่วยตอบคำถามของลูกค้า
(เทคนิคที่ใช้: ย้ายวัตถุประสงค์มาไว้ต้นประโยค และเปลี่ยน "ใช้" เป็น "ให้...ช่วย") ข้อสังเกต: คงคำว่า "หลายแห่ง" ไว้ เพราะถ้าเปลี่ยนเป็น "จำนวนหนึ่ง" ปริมาณที่ต้นฉบับบอกจะเปลี่ยนไป
เฉลยของคุณอาจต่างจากนี้ได้ ข้อสำคัญคือใจความครบ โครงสร้างต่างจากเดิม และอ่านเป็นธรรมชาติ
เรื่องที่ควรรู้ในงานวิชาการไทย
มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีคู่มือการเขียนและระเบียบเรื่องความซื่อสัตย์ทางวิชาการของตนเอง และเกณฑ์ความคล้ายที่ยอมรับได้ต่างกันไปตามสถาบันและคณะ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกที่ ให้สอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือดูคู่มือบัณฑิตวิทยาลัยของคุณ ส่วนรูปแบบการอ้างอิง หลายภาควิชาใช้ APA แต่บางสาขาอาจใช้เชิงอรรถหรือรูปแบบเฉพาะ ตรวจให้ชัดก่อนเริ่มเขียน
สรุป
การ Paraphrase ภาษาไทยให้ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่การเปลี่ยนคำ เปลี่ยนโครงสร้างประโยคก่อน คงศัพท์เฉพาะและตัวเลข ตรวจการสะกดกับพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสภา แล้วอ้างอิงแหล่งที่มาทุกครั้ง เครื่องมืออย่างเครื่องมือ Paraphrase ของ AdeptWrite ช่วยให้ได้ร่างเร็วขึ้น แต่การตรวจทานเป็นหน้าที่ของคุณ
ลองใช้เครื่องมือ
คำถามที่พบบ่อย
Paraphrase ภาษาไทยต้องเปลี่ยนกี่คำจึงจะไม่ซ้ำ
ไม่มีจำนวนคำที่ตายตัว สิ่งสำคัญคือโครงสร้างประโยคและถ้อยคำต้องต่างจากต้นฉบับจริง ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงบางคำ และต้องอ้างอิงที่มาเสมอ เกณฑ์ความคล้ายที่ยอมรับได้ขึ้นกับสถาบัน ให้ถามอาจารย์หรือดูคู่มือของมหาวิทยาลัยคุณ
Paraphrase แล้วต้องใส่อ้างอิงหรือไม่
ต้องใส่ทุกครั้ง การเรียบเรียงใหม่เปลี่ยนเพียงถ้อยคำ ไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเจ้าของความคิด หากไม่ระบุผู้แต่งและปีที่พิมพ์ ก็ยังอาจถือเป็นการคัดลอกผลงานได้ แม้จะไม่มีประโยคใดตรงกับต้นฉบับ
ควรใช้โหมดไหนของเครื่องมือ Paraphrase สำหรับรายงานมหาวิทยาลัย
ใช้โหมดวิชาการ เพราะเลือกระดับภาษาแบบทางการ แล้วตรวจผลทุกครั้ง ผลลัพธ์เป็นร่างที่อาจเปลี่ยนความหมายหรือเลือกคำไม่ตรงสาขา จึงต้องเทียบกับต้นฉบับและแก้ด้วยตนเอง วางข้อความได้สูงสุด 6,000 ตัวอักษรต่อครั้ง
ทำไมคำพ้องความหมายอย่างเดียวจึงไม่พอ
เพราะโครงสร้างประโยคยังเหมือนเดิม ผู้ตรวจและโปรแกรมตรวจความคล้ายยังเห็นว่าเป็นประโยคเดียวกัน และคำพ้องความหมายในภาษาไทยมักต่างกันที่ระดับภาษาและน้ำหนักความหมาย เปลี่ยนลำดับข้อมูลและโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนคำ
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- Paraphrase คืออะไร? ความหมาย ตัวอย่าง และเมื่อไรต้องอ้างอิง — Paraphrase คือการนำความคิดหรือข้อมูลของผู้อื่นมาเรียบเรียงใหม่ด้วยถ้อยคำและโครงสร้างประโยคของตนเอง โดยความหมายเดิมไม่เปล…
- Plagiarism คืออะไร? การคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — Plagiarism หรือการคัดลอกผลงาน คือการนำถ้อยคำ ข้อมูล หรือความคิดของผู้อื่นมาเสนอราวกับเป็นของตนเองโดยไม่อ้างอิงที่มาให้ถู…
- วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ที่มาของทุกถ้อยคำและทุกความคิดมองเห็นได้ จดแหล่งที่มาไว้ข้างทุกประโยคที่โน…
- วิธีตรวจ Plagiarism ก่อนส่งงาน และอ่านผลให้เป็น — ตรวจ plagiarism ได้โดยวางข้อความที่ต้องการตรวจ (ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อรอบ) แล้วอ่านคะแนนความคล้ายพร้อมเปิดดูแหล่งที่ต…