การเรียบเรียงใหม่ (Paraphrase)

วิธี Paraphrase ภาษาไทยให้ไม่ซ้ำต้นฉบับ พร้อมตัวอย่างก่อนและหลัง

ทีมบรรณาธิการ AdeptWriteอัปเดตเมื่อ 12 นาทีในการอ่าน

การ Paraphrase ภาษาไทยที่ดีคือการอ่านต้นฉบับให้เข้าใจ ปิดหน้าจอ แล้วเขียนความหมายเดิมด้วยโครงสร้างและถ้อยคำของคุณเอง จากนั้นเทียบกับต้นฉบับและใส่การอ้างอิง เทคนิคหลักคือสลับลำดับข้อมูล แยกหรือรวมประโยค เปลี่ยนประธานและกรรม และเลือกคำใหม่ที่ยังถูกต้อง โดยคงศัพท์เฉพาะและตัวเลขไว้ตามเดิม

Paraphrase ภาษาไทยคืออะไร และทำอย่างไรให้ได้ผล

Paraphrase คือการเรียบเรียงความคิดของผู้อื่นใหม่ด้วยถ้อยคำและโครงสร้างประโยคของเราเอง โดยความหมายต้องเท่าเดิมและยังต้องบอกที่มา วิธีที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนคำทีละคำ แต่เป็นขั้นตอนสี่ข้อต่อไปนี้

  1. อ่านจนเข้าใจ อ่านทั้งย่อหน้า ไม่ใช่ทีละประโยค แล้วลองเล่าให้ตัวเองฟังว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไร
  2. ปิดต้นฉบับ เขียนใจความสำคัญจากความเข้าใจของคุณเอง โดยไม่มองข้อความเดิม
  3. เทียบกับต้นฉบับ ตรวจว่าความหมาย ตัวเลข ชื่อ และศัพท์เฉพาะยังถูกต้อง และไม่มีวลียาวที่เหมือนต้นฉบับโดยไม่ได้ตั้งใจ
  4. ใส่การอ้างอิง ระบุผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ และหน้า (ถ้ามี) ตามรูปแบบที่อาจารย์หรือหน่วยงานกำหนด เช่น APA

ขั้นที่สี่สำคัญเท่ากับสามขั้นแรก เพราะเรียบเรียงใหม่จนไม่เหลือคำเดิมเลยก็ยังเป็นการนำความคิดของผู้อื่นมาใช้ หากไม่บอกที่มาก็ยังเข้าข่ายการคัดลอกผลงานได้ รายละเอียดดูในParaphrase คืออะไรและPlagiarism คืออะไร

ทำไม Paraphrase ภาษาไทยจึงยากกว่าภาษาอังกฤษ

คำแนะนำเรื่อง Paraphrase ส่วนใหญ่เขียนมาจากภาษาอังกฤษ แต่ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้วิธีเดิมใช้ไม่ได้ตรง ๆ

  • ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ คนอ่านต้องแบ่งคำเอง ผู้เขียนจึงมักเปลี่ยนแค่คำสองสามคำแล้วเห็นว่า "ต่างจากเดิมแล้ว" ทั้งที่โครงสร้างประโยคยังเหมือนเดิมทุกประการ
  • มีสำนวนและโครงสร้างทางการที่ตายตัวมาก เช่น "ส่งผลกระทบต่อ" "มีส่วนสำคัญใน" "ในช่วงที่ผ่านมา" "เป็นที่น่าสังเกตว่า" วลีเหล่านี้ใช้กันซ้ำในรายงานทั่วไป การเปลี่ยนจึงต้องระวังไม่ให้เสียระดับภาษา
  • ภาษาไทยไม่มีการผันคำตามกาล ความต่างของเวลาแสดงด้วยคำช่วย เช่น "ได้" "จะ" "กำลัง" "แล้ว" ทำให้เทคนิคเปลี่ยนรูปกริยาแบบภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้
  • คำศัพท์เฉพาะสาขาต้องคงไว้ เช่น "ความต้านทานไฟฟ้า" "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" "การวิเคราะห์ถดถอย" การหาคำอื่นมาแทนอาจทำให้ความหมายผิด
  • ระดับภาษามีผลต่อความเหมาะสม รายงานวิชาการใช้ภาษาระดับทางการ ถ้าเลือกคำพ้องความหมายที่เป็นภาษาพูดมาแทน งานจะอ่านไม่เป็นวิชาการ

ข้อสรุปคือ ในภาษาไทย โครงสร้างประโยค เป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยนก่อน ส่วนการเปลี่ยนคำเป็นขั้นสุดท้ายและต้องทำอย่างระมัดระวัง

ตัวอย่างต้นฉบับที่ใช้ในบทความนี้

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นย่อหน้าสั้นแบบที่พบในรายงานรายวิชาด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย เราเขียนขึ้นเองเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ได้ยกจากงานของใคร และไม่มีตัวเลขสถิติ

ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของฤดูกาล

ประโยคแรกมีใจความสามส่วนคือ ปัจจัย (สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน) ผลที่เกิด (กระทบเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าว) และเหตุผล (ข้าวพึ่งน้ำ) ประโยคที่สองคือผลตามมา (เกษตรกรปรับตัว) ใจความเหล่านี้ต้องอยู่ครบหลังเรียบเรียงใหม่

เทคนิคที่ 1: สลับลำดับข้อมูลในประโยค

ภาษาไทยเรียงประธาน กริยา กรรมเป็นหลัก แต่เรายังเลือกได้ว่าจะเปิดประโยคด้วยข้อมูลใดก่อน เช่น เริ่มจากผลกระทบ เหตุผล หรือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ

ก่อนหลัง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญภาคเกษตรกรรมของไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

ทำไมได้ผล ประธานเปลี่ยนจากสภาพภูมิอากาศเป็นภาคเกษตรกรรม ลำดับข้อมูลต่างจากเดิม แต่ความหมายหลักยังอยู่ครบ ข้อควรระวังคือ "มีนัยสำคัญ" ในงานวิจัยบางสาขามักหมายถึงนัยสำคัญทางสถิติ ถ้าต้นฉบับใช้ในความหมายนั้น ต้องคงไว้ ในตัวอย่างนี้เป็นความหมายทั่วไป จึงใช้ "อย่างชัดเจน" แทนได้

เทคนิคที่ 2: แยกประโยคยาว หรือรวมประโยคสั้น

ภาษาไทยไม่มีเครื่องหมายมหัพภาคปิดประโยคตามแบบภาษาอังกฤษ ผู้เขียนจำนวนมากจึงใช้ประโยคยาวต่อกันด้วย "ซึ่ง" "และ" "โดย" การแยกประโยคช่วยทั้งการ Paraphrase และความอ่านง่าย

ก่อนหลัง
โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลักการปลูกข้าวเห็นผลกระทบชัดที่สุด เพราะข้าวต้องอาศัยน้ำฝนและน้ำชลประทานเป็นแหล่งน้ำหลัก

ทำไมได้ผล คำเชื่อม "ซึ่ง" ถูกแทนด้วยการแยกเป็นสองส่วน เชื่อมด้วย "เพราะ" ทำให้ความสัมพันธ์เหตุและผลชัดขึ้น ควรตรวจว่าไม่ได้ใส่ข้อมูลที่ต้นฉบับไม่ได้บอก ในตัวอย่างนี้ "เห็นผลกระทบชัดที่สุด" เป็นการตีความเกินต้นฉบับเล็กน้อย เพราะต้นฉบับพูดเพียงว่า "โดยเฉพาะ" ถ้าต้องการให้ตรงเป๊ะให้ใช้ "การปลูกข้าวได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ"

กรณีรวมประโยค ถ้าต้นฉบับเป็นประโยคสั้นสองประโยค เช่น "น้ำฝนลดลง ข้าวเสียหาย" ให้รวมเป็น "เมื่อปริมาณน้ำฝนลดลง ผลผลิตข้าวจึงได้รับความเสียหาย" โดยใช้คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ตามที่ต้นฉบับบอกไว้จริง

เทคนิคที่ 3: เปลี่ยนประธานและกรรม (รูปประโยคกรรม)

ภาษาไทยมีประโยคกรรมวาจก ซึ่งมักใช้ "ถูก" "โดน" หรือ "ได้รับ" แต่ใช้ไม่เหมือนภาษาอังกฤษ ตามที่ตำราไวยากรณ์ไทยอธิบายกันโดยทั่วไป "ถูก" และ "โดน" มักใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้พูดมองว่าไม่พึงประสงค์ ส่วน "ได้รับ" ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นกลางหรือเป็นไปในทางดี และคำที่อยู่หลัง "ได้รับ" มักเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนาม

ก่อนหลังหมายเหตุ
ภาวะแล้งทำให้ข้าวเสียหายข้าวถูกภาวะแล้งทำลาย"ถูก" เหมาะ เพราะเป็นเหตุร้าย
โครงการนี้ช่วยเกษตรกรเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้"ได้รับ" เหมาะกับเรื่องที่เป็นผลดี
นักวิจัยเก็บข้อมูลจาก 5 จังหวัดข้อมูลถูกเก็บจากห้าจังหวัดโดยนักวิจัยอ่านแข็งและคล้ายสำนวนแปลจากอังกฤษ ควรเลี่ยง

ข้อสังเกต แถวที่สามคือกับดักที่พบบ่อย คือเปลี่ยนเป็นรูปกรรมทุกประโยคเพราะเคยเรียนเทคนิคนี้จากภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์อ่านเหมือนงานแปล ถ้าเป็นกลางและไม่ต้องการเน้นผู้กระทำ ภาษาไทยมักใช้ประโยคกริยาธรรมดา เช่น "มีการเก็บข้อมูลจากห้าจังหวัด" ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คนไทยใช้จริงในรายงาน ใช้เทคนิคนี้เฉพาะเมื่อประโยคใหม่อ่านเป็นธรรมชาติ

เทคนิคที่ 4: เปลี่ยนวลีเป็นนามวลีหรือกริยา (การเปลี่ยนชนิดของคำ)

ภาษาไทยใช้ "การ" และ "ความ" สร้างคำนามจากกริยาและคำคุณศัพท์ เทคนิคนี้ทำให้เปลี่ยนโครงสร้างได้โดยไม่เปลี่ยนความหมาย

ก่อนหลัง
เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเกษตรกรจำเป็นต้องปรับวิธีเพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพอากาศ
ฤดูกาลแปรปรวนมากขึ้นความแปรปรวนของฤดูกาลเพิ่มสูงขึ้น
นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้นความตั้งใจเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้น

ทำไมได้ผล ประโยคเปลี่ยนจากการใช้คำกริยาหรือคำคุณศัพท์เป็นนามวลีที่มี "ความ" หรือ "การ" นำหน้า โครงสร้างต่างจากเดิมชัดเจน ข้อควรระวังคือการใช้ "การ" และ "ความ" มากเกินไปทำให้ประโยคอืดอาด ควรใช้เท่าที่จำเป็น

เทคนิคที่ 5: เลือกคำใหม่ที่ถูกต้อง และตรวจในพจนานุกรม

การเปลี่ยนคำควรเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ขั้นแรก และควรเปลี่ยนเฉพาะคำที่ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะ

ต้นฉบับตัวเลือกข้อควรระวัง
ส่งผลกระทบต่อทำให้ได้รับผลกระทบ, มีผลต่อ"มีผลต่อ" กว้างกว่า ไม่เน้นด้านลบ
ปรับเปลี่ยนปรับ, เปลี่ยน"ปรับ" เบากว่า
รับมือกับจัดการกับ, ตั้งรับ"ตั้งรับ" มีนัยว่าเป็นฝ่ายรับ
อย่างมีนัยสำคัญอย่างชัดเจน, อย่างเห็นได้ชัดห้ามเปลี่ยนถ้าหมายถึงนัยสำคัญทางสถิติ

ก่อนใช้คำใหม่ ให้ค้นในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่ dictionary.orst.go.th เพื่อตรวจการสะกดและความหมาย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (orst.go.th) เป็นหน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์การเขียนภาษาไทย ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ทางการ คำที่หลายคนเขียนผิดซ้ำ ๆ เช่น "อนุญาต" (ไม่ใช่ อนุญาติ) และ "ประสบการณ์" (ไม่ใช่ ประสพการณ์) จะติดมากับการเปลี่ยนคำแล้วเขียนผิดได้ง่าย ใช้ตรวจคำผิดภาษาไทยช่วยตรวจอีกรอบ และใช้หาคำพ้องความหมายเพื่อดูตัวเลือก แต่ต้องเลือกเองว่าคำใดเหมาะกับบริบท

สิ่งที่ห้ามเปลี่ยนเมื่อ Paraphrase

  • ตัวเลข วันที่ และหน่วย รวมถึงปีพุทธศักราชและคริสต์ศักราช ถ้าต้นฉบับใช้ พ.ศ. ให้คงไว้หรือแปลงอย่างถูกต้อง
  • ชื่อเฉพาะ ชื่อบุคคล หน่วยงาน กฎหมาย โครงการ
  • ศัพท์เทคนิคของสาขา เช่น คำนิยามในกฎหมาย คำศัพท์ทางการแพทย์ หรือศัพท์บัญญัติที่ราชบัณฑิตยสภากำหนด
  • ข้อความที่ต้องการอ้างตรง ๆ ถ้าถ้อยคำสำคัญ เช่น คำนิยาม ให้ใช้เครื่องหมายอัญประกาศและอ้างอิงเป็นการยกข้อความ ไม่ใช่ Paraphrase
  • ระดับความมั่นใจของผู้เขียน ต้นฉบับเขียนว่า "อาจ" ต้องไม่กลายเป็น "ทำให้" ในประโยคใหม่

ตัวอย่างเปรียบเทียบ: ใกล้ต้นฉบับเกินไป และถูกต้อง

ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ใกล้เกินไป (ไม่ควรใช้): การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบต่อภาคการเกษตรของประเทศไทยอย่างสำคัญ

ประโยคนี้เปลี่ยนเพียงบางคำ โครงสร้าง ลำดับ และจังหวะเหมือนเดิมทุกส่วน ระบบตรวจการคัดลอกหรืออาจารย์ที่อ่านจะเห็นว่าเป็นประโยคเดียวกัน

ใช้ได้ (พร้อมอ้างอิง): ภาคเกษตรกรรมของไทยต้องเผชิญกับผลกระทบที่ชัดเจนจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (สมชาย ใจดี, 2566)

ชื่อผู้แต่งและปีในตัวอย่างนี้เป็นชื่อสมมติเพื่อแสดงรูปแบบ APA เท่านั้น ในงานจริงต้องใช้ข้อมูลของแหล่งที่คุณอ่านจริง

ย่อหน้าตัวอย่างฉบับเต็มก่อนและหลัง

ต้นฉบับ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของฤดูกาล

หลัง Paraphrase: เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป ภาคเกษตรกรรมของไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน การปลูกข้าวได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เพราะต้องอาศัยน้ำฝนและน้ำชลประทานเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับวิธีเพาะปลูกให้รองรับฤดูกาลที่แปรปรวน

ตรวจสอบ: ปัจจัย ผลกระทบ เหตุผลเรื่องน้ำ และการปรับตัวของเกษตรกรยังอยู่ครบ ไม่เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ ไม่มีวลียาวที่ซ้ำกับต้นฉบับ ยกเว้นคำที่ต้องคงไว้ เช่น "ภาคเกษตรกรรม" "การปลูกข้าว" และ "น้ำชลประทาน" หลังย่อหน้านี้ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มา

ใช้เครื่องมือ Paraphrase ของ AdeptWrite อย่างไร

เครื่องมือ Paraphrase ภาษาไทย เรียบเรียงข้อความใหม่ได้ 7 โหมด ได้แก่ ทั่วไป ทางการ กันเอง วิชาการ สร้างสรรค์ ย่อให้สั้น และขยายความ รับข้อความได้สูงสุด 6,000 ตัวอักษรต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง

สำหรับงานรายงานและวิทยานิพนธ์ แนะนำให้ใช้โหมด วิชาการ เพราะเลือกระดับภาษาที่เป็นทางการ ขั้นตอนที่แนะนำคือ

  1. วางย่อหน้าต้นฉบับทีละย่อหน้า ไม่วางทั้งบท เพื่อให้ตรวจผลได้ละเอียด
  2. เลือกโหมดวิชาการ แล้วกดเรียบเรียง
  3. อ่านผลเทียบกับต้นฉบับ ตรวจตัวเลข ศัพท์เฉพาะ และระดับความมั่นใจ
  4. แก้ไขด้วยตนเองในส่วนที่ผิดหรือฟังไม่เป็นธรรมชาติ
  5. ใส่การอ้างอิงด้วยสร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago
  6. ตรวจความซ้ำกับแหล่งเปิดด้วยตรวจ Plagiarism

ผลลัพธ์จากเครื่องมือเป็นเพียงร่างเพื่อให้คุณตรวจทาน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผลอาจเปลี่ยนความหมาย ตกหล่นเงื่อนไข หรือเลือกคำที่ไม่เหมาะกับสาขาของคุณ ผู้เขียนยังต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหาและการอ้างอิงเอง รวมถึงปฏิบัติตามประกาศของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานว่าอนุญาตให้ใช้เครื่องมือช่วยเขียนได้เพียงใด

เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน

  • ความหมายและใจความสำคัญครบ ไม่มีข้อมูลเพิ่มหรือขาด
  • ตัวเลข ชื่อ และศัพท์เฉพาะตรงกับต้นฉบับ
  • ไม่มีวลีเกินสามถึงสี่คำที่เหมือนต้นฉบับ ยกเว้นศัพท์ที่ต้องคงไว้
  • ระดับภาษาสม่ำเสมอ และสะกดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
  • ใส่การอ้างอิงในเนื้อหาและบรรณานุกรมท้ายเล่ม
  • อ่านออกเสียงแล้วฟังเป็นธรรมชาติ
  • ตรวจกับประกาศของสถาบันเรื่องการคัดลอกผลงานและการใช้ AI

แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย

ลองเรียบเรียงข้อความต่อไปนี้ แล้วดูแนวเฉลย ข้อความทั้งสองข้อเขียนขึ้นเพื่อการฝึก

โจทย์ 1: "นักศึกษาที่จัดการเวลาได้ดีมักมีผลการเรียนดีกว่านักศึกษาที่ไม่วางแผน เนื่องจากสามารถแบ่งเวลาสำหรับการทบทวนบทเรียนได้อย่างสม่ำเสมอ"

แนวเฉลย 1: การแบ่งเวลาทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอช่วยให้นักศึกษาที่วางแผนเวลาได้ดีทำผลการเรียนได้ดีกว่าผู้ที่ไม่วางแผน

(เทคนิคที่ใช้: สลับลำดับ และเปลี่ยนเหตุผลมาเป็นประธานของประโยค)

โจทย์ 2: "ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งเริ่มใช้แชตบอทตอบคำถามลูกค้า เพื่อลดภาระของพนักงานในช่วงที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมาก"

แนวเฉลย 2: เพื่อให้พนักงานมีงานน้อยลงเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งจึงให้แชตบอทช่วยตอบคำถามของลูกค้า

(เทคนิคที่ใช้: ย้ายวัตถุประสงค์มาไว้ต้นประโยค และเปลี่ยน "ใช้" เป็น "ให้...ช่วย") ข้อสังเกต: คงคำว่า "หลายแห่ง" ไว้ เพราะถ้าเปลี่ยนเป็น "จำนวนหนึ่ง" ปริมาณที่ต้นฉบับบอกจะเปลี่ยนไป

เฉลยของคุณอาจต่างจากนี้ได้ ข้อสำคัญคือใจความครบ โครงสร้างต่างจากเดิม และอ่านเป็นธรรมชาติ

เรื่องที่ควรรู้ในงานวิชาการไทย

มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีคู่มือการเขียนและระเบียบเรื่องความซื่อสัตย์ทางวิชาการของตนเอง และเกณฑ์ความคล้ายที่ยอมรับได้ต่างกันไปตามสถาบันและคณะ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกที่ ให้สอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือดูคู่มือบัณฑิตวิทยาลัยของคุณ ส่วนรูปแบบการอ้างอิง หลายภาควิชาใช้ APA แต่บางสาขาอาจใช้เชิงอรรถหรือรูปแบบเฉพาะ ตรวจให้ชัดก่อนเริ่มเขียน

สรุป

การ Paraphrase ภาษาไทยให้ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่การเปลี่ยนคำ เปลี่ยนโครงสร้างประโยคก่อน คงศัพท์เฉพาะและตัวเลข ตรวจการสะกดกับพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสภา แล้วอ้างอิงแหล่งที่มาทุกครั้ง เครื่องมืออย่างเครื่องมือ Paraphrase ของ AdeptWrite ช่วยให้ได้ร่างเร็วขึ้น แต่การตรวจทานเป็นหน้าที่ของคุณ

ลองใช้เครื่องมือ

เครื่องมือ Paraphrase ภาษาไทย
เรียบเรียงประโยคใหม่ได้ 7 โหมด ได้แก่ ทั่วไป ทางการ กันเอง วิชาการ สร้างสรรค์ ย่อ และขยายความ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจคำผิดภาษาไทย
ตรวจคำสะกดผิดจากรายการคำ th_TH และคำที่เขียนไม่ตรงกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พร้อมคำแนะนำ ทำงานในเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ
หาคำพ้องความหมาย
ค้นหาคำพ้องความหมายและคำใกล้เคียงในภาษาไทยและภาษาอื่น
เปิดเครื่องมือ
สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago
สร้างรายการอ้างอิงและการอ้างอิงในเนื้อหา รูปแบบ APA, MLA, Chicago, Harvard และ IEEE โดยอัตโนมัติ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจ Plagiarism ตรวจการคัดลอกผลงาน
หาข้อความที่ซ้ำกับแหล่งสารานุกรมและแหล่งวิชาการแบบเปิด พร้อมรายการแหล่งที่ค้นทุกแหล่ง
เปิดเครื่องมือ

คำถามที่พบบ่อย

Paraphrase ภาษาไทยต้องเปลี่ยนกี่คำจึงจะไม่ซ้ำ

ไม่มีจำนวนคำที่ตายตัว สิ่งสำคัญคือโครงสร้างประโยคและถ้อยคำต้องต่างจากต้นฉบับจริง ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงบางคำ และต้องอ้างอิงที่มาเสมอ เกณฑ์ความคล้ายที่ยอมรับได้ขึ้นกับสถาบัน ให้ถามอาจารย์หรือดูคู่มือของมหาวิทยาลัยคุณ

Paraphrase แล้วต้องใส่อ้างอิงหรือไม่

ต้องใส่ทุกครั้ง การเรียบเรียงใหม่เปลี่ยนเพียงถ้อยคำ ไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเจ้าของความคิด หากไม่ระบุผู้แต่งและปีที่พิมพ์ ก็ยังอาจถือเป็นการคัดลอกผลงานได้ แม้จะไม่มีประโยคใดตรงกับต้นฉบับ

ควรใช้โหมดไหนของเครื่องมือ Paraphrase สำหรับรายงานมหาวิทยาลัย

ใช้โหมดวิชาการ เพราะเลือกระดับภาษาแบบทางการ แล้วตรวจผลทุกครั้ง ผลลัพธ์เป็นร่างที่อาจเปลี่ยนความหมายหรือเลือกคำไม่ตรงสาขา จึงต้องเทียบกับต้นฉบับและแก้ด้วยตนเอง วางข้อความได้สูงสุด 6,000 ตัวอักษรต่อครั้ง

ทำไมคำพ้องความหมายอย่างเดียวจึงไม่พอ

เพราะโครงสร้างประโยคยังเหมือนเดิม ผู้ตรวจและโปรแกรมตรวจความคล้ายยังเห็นว่าเป็นประโยคเดียวกัน และคำพ้องความหมายในภาษาไทยมักต่างกันที่ระดับภาษาและน้ำหนักความหมาย เปลี่ยนลำดับข้อมูลและโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนคำ

คู่มือทั้งหมด