Plagiarism คืออะไร? การคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์
Plagiarism หรือการคัดลอกผลงาน คือการนำถ้อยคำ ข้อมูล หรือความคิดของผู้อื่นมาเสนอราวกับเป็นของตนเองโดยไม่อ้างอิงที่มาให้ถูกต้อง ครอบคลุมการลอกประโยคตรง ๆ การปะติดปะต่อหลายแหล่ง การแปลโดยไม่ให้เครดิต และการนำงานเก่าของตนมาใช้ซ้ำ เรื่องนี้ต่างจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นประเด็นกฎหมาย
คำตอบสั้น ๆ: plagiarism คืออะไร
Plagiarism หรือ การคัดลอกผลงาน (ในภาษาพูดมักเรียกว่า ลอกงาน) คือการนำคำพูด ข้อมูล ภาพ หรือความคิดของผู้อื่นมาเสนอเหมือนเป็นผลงานของตนเอง โดยไม่บอกที่มาอย่างถูกต้อง หัวใจอยู่ที่สองข้อ คือมีส่วนที่มาจากคนอื่น และผู้อ่านไม่อาจรู้ว่ามาจากใคร
ถ้าคุณใส่เครื่องหมายอัญประกาศ “ ” ครบ อ้างอิงในเนื้อหาและท้ายเล่มถูกต้อง นั่นไม่ใช่ plagiarism แต่เป็นวิธีทำงานวิชาการตามปกติ และการลอกไม่ได้เกิดจากเจตนาโกงเสมอไป นักศึกษาที่คัดประโยคจากเว็บมาแปะในโน้ตแล้วลืมจดที่มา ก็อาจส่งงานที่มีประโยคลอกโดยไม่ตั้งใจ จึงควรจดแหล่งที่มาตั้งแต่ขั้นอ่าน
การคัดลอกผลงานกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ต่างกันอย่างไร
สองเรื่องนี้มักถูกพูดปนกัน แต่เป็นคนละคำถาม
| ประเด็น | การคัดลอกผลงาน (academic integrity) | การละเมิดลิขสิทธิ์ (กฎหมาย) |
|---|---|---|
| คำถามหลัก | คุณบอกที่มาของงานและความคิดครบหรือไม่ | คุณทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานของเจ้าของโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ |
| ผู้ตัดสิน | อาจารย์ คณะ มหาวิทยาลัย หรือวารสาร | ศาล ตามกฎหมาย |
| ความคิดที่ไม่มีลิขสิทธิ์ | ถ้าเป็นความคิดเฉพาะของผู้อื่น ก็ยังต้องอ้างอิง | กฎหมายคุ้มครองการแสดงออก ไม่ใช่ตัวความคิดเปล่า ๆ |
| งานที่หมดอายุลิขสิทธิ์ | ยังต้องบอกที่มา | อาจนำไปใช้ได้โดยไม่ขออนุญาต |
| งานของตนเองที่เคยส่งแล้ว | นำมาใช้ซ้ำโดยไม่แจ้งอาจถือเป็นการใช้ซ้ำที่ไม่เหมาะสม | ขึ้นกับว่าใครถือลิขสิทธิ์ เช่น สำนักพิมพ์หรือสถาบัน |
ตัวอย่างเช่น การคัดย่อหน้าจากหนังสือที่หมดอายุลิขสิทธิ์แล้วส่งเป็นงานของตน อาจไม่เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์เลย แต่ยังเป็นการคัดลอกผลงานตามหลักวิชาการ ในทางกลับกัน การแชร์ไฟล์หนังสือทั้งเล่มโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ แม้คุณจะบอกชื่อผู้แต่งครบแล้วก็ตาม
กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 รายละเอียดว่าการใช้แบบใดเข้าข้อยกเว้น เช่น การใช้เพื่อวิจารณ์หรือศึกษาโดยบอกความเป็นเจ้าของงาน ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี เราจึงไม่สรุปมาตราไว้ในบทความนี้ หากเป็นเรื่องที่มีผลทางกฎหมาย ควรอ่านตัวบทฉบับปัจจุบันจากแหล่งทางการหรือปรึกษานักกฎหมาย
เกณฑ์ของมหาวิทยาลัยและวารสารในไทย
ไม่มีเกณฑ์ตัวเลขกลางที่ทุกสถาบันใช้ร่วมกัน แต่ละมหาวิทยาลัย คณะ และวารสารกำหนดนิยาม ขั้นตอนสอบสวน และบทลงโทษเอง ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่ตัดคะแนน ให้แก้ไขงาน ไปจนถึงการพิจารณาทางวินัย สิ่งที่ควรทำคือ
- อ่านคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ หรือประกาศเรื่องจริยธรรมทางวิชาการของสถาบันตนเอง
- ถามอาจารย์ที่ปรึกษาว่าคณะใช้ระบบตรวจความคล้ายคลึงใด และยอมรับเปอร์เซ็นต์เท่าใด หากมีเกณฑ์
- ถามด้วยว่าอนุญาตให้ใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างหรือไม่ และต้องแจ้งอย่างไร
เราไม่อ้างเลขมาตราหรือเปอร์เซ็นต์ของสถาบันใดในบทความนี้ เพราะเกณฑ์เปลี่ยนได้และแต่ละที่ต่างกัน ให้ยึดเอกสารฉบับล่าสุดของสถาบันคุณเป็นหลัก
ประเภทของการคัดลอกผลงาน พร้อมตัวอย่างภาษาไทย
1. ลอกตรง ๆ (verbatim)
คัดข้อความมาทั้งประโยคหรือย่อหน้าโดยไม่ใส่อัญประกาศและไม่บอกที่มา
ต้นฉบับ: “การอ่านหนังสือสม่ำเสมอช่วยพัฒนาคลังคำศัพท์และความสามารถในการเขียนของเด็ก”
ตัวอย่างที่เป็นปัญหา (รายงานนักเรียน): ย่อหน้าที่สองของรายงานเรื่องนิสัยรักการอ่านมีประโยคนี้อยู่ทุกคำ โดยไม่มีวงเล็บอ้างอิง
วิธีแก้: ใส่อัญประกาศพร้อมอ้างอิง เช่น ผู้เขียนระบุว่า “การอ่านหนังสือสม่ำเสมอช่วยพัฒนาคลังคำศัพท์และความสามารถในการเขียนของเด็ก” (สมชาย ใจดี, 2564, น. 12) ชื่อและปีนี้เป็นเพียงตัวอย่างรูปแบบ ไม่ใช่เอกสารจริง
2. ปะติดปะต่อ (patchwork หรือ mosaic)
เก็บท่อนประโยคจากหลายแหล่ง เปลี่ยนคำเชื่อมหรือสลับคำบางคำ แล้วเย็บรวมกัน
ต้นฉบับ: “วัยรุ่นที่ใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปมักมีเวลาเรียนลดลง”
เวอร์ชันปะติดปะต่อ: “เยาวชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปมักมีเวลาศึกษาลดลง”
โครงประโยคเหมือนเดิม เปลี่ยนเพียงคำพ้องความหมาย ผู้ตรวจจำนวนมากมองว่านี่ยังไม่ใช่การเรียบเรียงใหม่จริง วิธีที่ดีคือปิดต้นฉบับ สรุปความเข้าใจด้วยคำของตนเอง แล้วค่อยเติมอ้างอิง ดูแนวทางใน วิธี Paraphrase ภาษาไทย
3. ความคิดโดยไม่อ้างอิง
เขียนประโยคด้วยคำของตนเองทั้งหมด แต่กรอบแนวคิด ข้อโต้แย้ง หรือผลวิจัยมาจากผู้อื่น เช่น บทที่ 2 ของวิทยานิพนธ์ที่อธิบายทฤษฎีของนักวิชาการท่านหนึ่งโดยไม่ระบุชื่อ ราวกับเป็นทฤษฎีที่ผู้เขียนคิดเอง ความรู้ทั่วไปที่ใครก็รู้ ไม่ต้องอ้างอิง แต่ข้อสรุปหรือข้อมูลเฉพาะต้องมีที่มา
4. แปลโดยไม่ให้เครดิต
นำบทความภาษาอังกฤษมาแปลเป็นไทยแล้วส่งเป็นงานตนเอง นี่เป็นรูปแบบที่พบบ่อยในงานระดับอุดมศึกษา เพราะเครื่องตรวจที่เทียบถ้อยคำมักจับไม่ได้เมื่อภาษาต่างกัน แต่ถือเป็นการคัดลอกผลงานเช่นกัน หากแปลมาใช้ ให้เขียนว่า “ตามที่ Smith (2020) อธิบายไว้” แล้วใส่ต้นฉบับภาษาอังกฤษในรายการอ้างอิง พร้อมแจ้งว่าเป็นการแปลของผู้เขียนเอง
5. คัดลอกงานของตนเอง (self-plagiarism)
นำรายงานที่เคยส่งในรายวิชาหนึ่งไปส่งอีกวิชาหนึ่ง หรือนำบทที่ 2 ของโครงงานเดิมมาใช้ในวิทยานิพนธ์โดยไม่แจ้ง หลายสถาบันถือว่าต้องขออนุญาตหรืออ้างอิงงานเดิมของตนเองด้วย
6. ไม่ใส่อ้างอิงที่ถูกต้อง
บางครั้งไม่ได้ลอกคำ แต่มีรายการอ้างอิงในเนื้อหาหายไป หรือมีในบรรณานุกรมแต่ไม่ตรงกับเนื้อหา หรืออ้างอิงจากแหล่งรอง (เช่น บทความในเว็บ) แต่เขียนเหมือนอ่านต้นฉบับ ปัญหากลุ่มนี้แก้ได้ด้วยการจัดระบบจดบันทึก ดู วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงาน
ตัวอย่างจากงานจริงที่พบบ่อยในไทย
- รายงานนักศึกษา: คัดข้อมูลจากกระทู้ Pantip บล็อก หรือ Wikipedia ภาษาไทยมาปรับสำนวนเล็กน้อย โดยไม่ระบุแหล่ง
- บทในวิทยานิพนธ์: นำประโยคจากวิทยานิพนธ์รุ่นพี่ที่หัวข้อใกล้เคียงมาใช้ในบทที่ 1 หรือบทที่ 2 เพราะ “ทุกเล่มก็เขียนแบบนี้”
- บล็อกและคอนเทนต์ธุรกิจ: นำบทความเว็บอื่นมาเรียบเรียงคำให้ต่างโดยไม่ลิงก์ที่มา อาจกระทบทั้งความน่าเชื่อถือและประเด็นลิขสิทธิ์
- งานแปล: แปลบทคัดย่อหรือบทนำจากวารสารต่างประเทศแล้วใช้เป็นเนื้อหาของตน
ผลที่ตามมาและสิ่งที่ผู้ตรวจพิจารณา
ผลขึ้นกับสถาบันและความร้ายแรง ตั้งแต่ให้แก้ไขงาน ได้คะแนนศูนย์ในงานชิ้นนั้น ไปจนถึงขั้นวินัยหรือการเพิกถอนผลงาน ผู้ตรวจมักพิจารณาว่าส่วนที่ซ้ำมีมากน้อยเพียงใด เป็นส่วนสำคัญของงานหรือไม่ มีการบอกที่มาหรือไม่ และเป็นครั้งแรกหรือไม่ เราไม่ให้ตัวเลขตายตัว เพราะไม่มีเกณฑ์สากลเดียว
เครื่องตรวจทำอะไรได้และไม่ได้
เครื่องมือ ตรวจ Plagiarism ของ AdeptWrite ทำงานดังนี้ (ตรวจสอบรายละเอียด ณ วันที่ 2026-11-01)
- ใส่ข้อความอย่างน้อย 30 คำ และไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อครั้ง (ข้อความภาษาไทยนับสองตัวอักษรเป็นหนึ่งคำสำหรับเกณฑ์ขั้นต่ำ)
- ระบบเลือกวลีที่โดดเด่นเพียงไม่กี่วลีไปค้นหาในแหล่งข้อมูลเปิด เช่น Wikipedia และ Wikisource, Internet Archive, Europe PMC และ DOAJ แล้วแสดงรายการแหล่งที่ค้นจริงทุกครั้ง
- คะแนนคือสัดส่วนคำของคุณที่ตรงกับข้อความในแหล่งที่ค้น และแสดงช่วงข้อความที่ตรงกันให้แก้ไข
- ค่า 0% หมายถึง “ไม่พบข้อความซ้ำในแหล่งที่ค้น” ไม่ได้แปลว่างานเป็นต้นฉบับ 100%
สิ่งที่เครื่องมือไม่ได้ทำ: ไม่ได้ค้นทั้งอินเทอร์เน็ต ไม่เข้าถึงฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์หรือรายงานที่ส่งในมหาวิทยาลัย ไม่เทียบกับงานของเพื่อนร่วมชั้น และไม่ใช่ระบบเดียวกับที่คณะของคุณใช้ จึงใช้เป็นเครื่องช่วยตรวจร่างงานของตนก่อนส่ง ไม่ใช่ใบรับรอง ส่วนข้อความที่ถูกแปลมาจากภาษาอื่นอาจไม่ถูกจับได้ ต้องอาศัยการอ้างอิงที่ซื่อสัตย์ของผู้เขียนเอง
ถ้าสงสัยว่าข้อความเขียนโดย AI ให้ระวังว่า ตรวจจับ AI ให้เพียงค่าประมาณทางสถิติ ไม่ใช่หลักฐาน และไม่ควรใช้เป็นหลักฐานเดียวกล่าวหาใคร
เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน
- ทุกประโยคที่คัดมามีอัญประกาศ “ ” และเลขหน้า
- ทุกความคิดหรือข้อมูลเฉพาะของผู้อื่นมีอ้างอิงในเนื้อหา
- ทุกรายการในเนื้อหามีในรายการอ้างอิงท้ายเล่ม และในทางกลับกัน
- ปีในเอกสารไทยใช้ตามที่พิมพ์บนปกหรือหน้าลิขสิทธิ์ (พุทธศักราช) ไม่แปลงเอง
- งานแปลมีเครดิตต้นฉบับ
- งานเก่าของตนเองที่นำมาใช้ได้รับอนุญาตและอ้างอิงแล้ว
- ใช้เครื่องมือ AI ตามที่สถาบันอนุญาต และแจ้งตามที่กำหนด
- รัน ตรวจ Plagiarism กับร่างของคุณ แล้วอ่านช่วงที่ตรงกันทีละจุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เชื่อว่าเปลี่ยนคำพ้องความหมายไม่กี่คำก็พอ ทั้งที่โครงประโยคยังเหมือนเดิม
- ใส่อ้างอิงท้ายย่อหน้าครั้งเดียว ทั้งที่ย่อหน้าผสมหลายแหล่ง
- คิดว่าข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเป็นของสาธารณะจึงไม่ต้องอ้างอิง
- ใช้คะแนนจากเครื่องตรวจเครื่องเดียวเป็นเกณฑ์ว่า “ผ่าน” โดยไม่อ่านข้อความที่ถูกไฮไลต์
- เขียนชื่อผู้แต่งไทยผิดรูปแบบ เช่น ใส่ยศหรือคำนำหน้าในรายการอ้างอิง ให้ดูรูปแบบที่สถาบันกำหนด และสร้างรายการด้วย สร้างบรรณานุกรม แล้วตรวจซ้ำ
อ้างอิงที่ถูกต้องเริ่มจากการสะกดชื่อและคำศัพท์ให้ถูกต้อง เครื่องมือ ตรวจคำผิดภาษาไทย จับคำที่มักเขียนผิดและข้อผิดพลาดการพิมพ์บางแบบ (ไม่ได้เทียบพจนานุกรมทั้งเล่ม) ส่วนคำที่ไม่แน่ใจให้ค้นเองที่ พจนานุกรมออนไลน์ของราชบัณฑิตยสภา หน่วยงานภาครัฐคือ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
สรุป
Plagiarism ไม่ได้วัดแค่ว่าคุณลอกประโยคหรือไม่ แต่วัดว่าผู้อ่านรู้หรือไม่ว่าแต่ละส่วนมาจากใคร จดแหล่งที่มาตั้งแต่ต้น ใช้อัญประกาศเมื่อคัดตรง สรุปด้วยคำของตนเองเมื่อเรียบเรียงใหม่ และตรวจร่างก่อนส่งทุกครั้ง แต่ให้ถือเกณฑ์ของสถาบันตนเองเป็นหลัก
ลองใช้เครื่องมือ
คำถามที่พบบ่อย
Plagiarism กับการละเมิดลิขสิทธิ์เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกัน Plagiarism เป็นเรื่องจริยธรรมทางวิชาการ คือการไม่บอกที่มาของผลงานหรือความคิด ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องกฎหมาย คือการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์หนึ่งอาจเป็นทั้งสองอย่าง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
เปลี่ยนคำพ้องความหมายแล้วถือว่าไม่ลอกหรือไม่
มักไม่พอ ถ้าโครงประโยคและลำดับความคิดยังเหมือนต้นฉบับ ผู้ตรวจจำนวนมากถือว่ายังเป็นการปะติดปะต่อ ควรเข้าใจแก่นเรื่อง ปิดต้นฉบับ เรียบเรียงใหม่ด้วยโครงสร้างของตนเอง แล้วอ้างอิงที่มาทุกครั้ง
ผลตรวจ 0% แปลว่างานเป็นต้นฉบับหรือไม่
ไม่ใช่ ผล 0% จากเครื่องตรวจของ AdeptWrite หมายถึงไม่พบข้อความซ้ำในแหล่งข้อมูลเปิดที่ค้นเท่านั้น เครื่องไม่ได้ค้นทั้งเว็บ ฐานวิทยานิพนธ์ในมหาวิทยาลัย หรืองานของเพื่อน และอาจไม่จับงานแปลที่ลอกมา
ต้องอ้างอิงความรู้ทั่วไปหรือไม่
ความรู้ทั่วไปที่ผู้อ่านส่วนใหญ่ทราบ และหาได้จากหลายแหล่งตรงกัน มักไม่ต้องอ้างอิง แต่ตัวเลข ผลการวิจัย ข้อโต้แย้ง หรือกรอบแนวคิดเฉพาะของผู้ใดผู้หนึ่งต้องอ้างอิงเสมอ หากไม่แน่ใจ ให้ถามอาจารย์ที่ปรึกษา
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานในรายงานและวิทยานิพนธ์ — วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงานที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ที่มาของทุกถ้อยคำและทุกความคิดมองเห็นได้ จดแหล่งที่มาไว้ข้างทุกประโยคที่โน…
- วิธีตรวจ Plagiarism ก่อนส่งงาน และอ่านผลให้เป็น — ตรวจ plagiarism ได้โดยวางข้อความที่ต้องการตรวจ (ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อรอบ) แล้วอ่านคะแนนความคล้ายพร้อมเปิดดูแหล่งที่ต…
- วิธี Paraphrase ภาษาไทยให้ไม่ซ้ำต้นฉบับ พร้อมตัวอย่างก่อนและหลัง — การ Paraphrase ภาษาไทยที่ดีคือการอ่านต้นฉบับให้เข้าใจ ปิดหน้าจอ แล้วเขียนความหมายเดิมด้วยโครงสร้างและถ้อยคำของคุณเอง จาก…
- การอ้างอิง APA สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย: ชื่อผู้แต่ง ปี พ.ศ. และการเรียงรายการ — ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานการอ้างอิงแห่งชาติเพียงฉบับเดียวที่ทุกสถาบันต้องใช้ บัณฑิตวิทยาลัยและคณะจำนวนมากกำหนด APA ฉบับดัดแป…