การเรียบเรียงใหม่ (Paraphrase)

วิธีตรวจ Plagiarism ก่อนส่งงาน และอ่านผลให้เป็น

ทีมบรรณาธิการ AdeptWriteอัปเดตเมื่อ 8 นาทีในการอ่าน

ตรวจ plagiarism ได้โดยวางข้อความที่ต้องการตรวจ (ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อรอบ) แล้วอ่านคะแนนความคล้ายพร้อมเปิดดูแหล่งที่ตรงกันทีละแห่ง จากนั้นตัดสินใจว่าจะใส่อัญประกาศ เรียบเรียงใหม่ หรือเพิ่มอ้างอิง คะแนนต่ำไม่ได้รับประกันว่างานปลอดภัย เพราะเครื่องค้นได้เฉพาะแหล่งที่มีในรายการ

คำตอบสั้น ๆ: ตรวจอย่างไรให้ได้ประโยชน์

การตรวจ plagiarism ที่ได้ผลมี 5 ขั้น คือ แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ วางลงในเครื่องมือตรวจ อ่านคะแนนความคล้าย เปิดแหล่งที่ตรงกันดูทีละแห่ง แล้วแก้แต่ละจุดด้วยวิธีที่เหมาะ (อัญประกาศ เรียบเรียงใหม่ หรืออ้างอิง) ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เป็นเพียงสัญญาณให้กลับไปดูข้อความ ไม่ใช่คำตัดสินว่างานผ่านหรือไม่ผ่าน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอะไรนับเป็นการคัดลอก อ่าน Plagiarism คืออะไร ก่อน แล้วค่อยกลับมาที่ขั้นตอนตรวจด้านล่าง

เครื่องมือตรวจ Plagiarism ทำงานอย่างไร

เครื่องมือตรวจทุกตัวทำงานคล้ายกันในหลักการ คือหยิบวลีเด่น ๆ จากข้อความของคุณไปค้นในแหล่งข้อมูลที่ระบบเข้าถึงได้ แล้วเทียบว่ามีช่วงใดที่เหมือนกัน ผลที่ได้จึงขึ้นอยู่กับสองสิ่ง ได้แก่ วิธีเลือกวลีไปค้น และรายการแหล่งที่ค้น

ตรวจ Plagiarism ของ AdeptWrite ทำงานดังนี้

  • ค้นเฉพาะแหล่งที่ระบุไว้: ในโหมดแหล่งข้อมูลเปิด เครื่องค้นสารานุกรมและแหล่งวิชาการแบบเปิด เช่น วิกิพีเดียและแหล่งงานวิจัยเปิด โหมดแหล่งข้อมูลเปิด + ค้นเว็บ เพิ่มการค้นเว็บ แต่ใช้ได้เมื่อระบบเปิดบริการค้นเว็บอยู่เท่านั้น ถ้าไม่เห็นโหมดนี้ แปลว่าตอนนี้ยังไม่เปิด
  • ส่งออกเพียงบางวลี: ข้อความทั้งฉบับไม่ได้ถูกส่งไปค้น มีเพียงไม่กี่วลีที่เลือกจากข้อความของคุณเท่านั้น
  • แสดงรายการแหล่งที่ค้นจริง: ผลลัพธ์บอกว่าค้นแหล่งใดบ้าง และแหล่งใดค้นไม่สำเร็จ เพื่อให้คุณรู้ว่าผลครอบคลุมแค่ไหน
  • มีขีดจำกัดต่อรอบ: วางได้ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อครั้ง และต้องมีความยาวพอให้เลือกวลีได้ งานยาวให้แบ่งตรวจเป็นช่วง

สิ่งที่ควรเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นคือ เครื่องมือนี้ไม่ได้ค้นทั้งอินเทอร์เน็ต ไม่ได้เทียบกับวิทยานิพนธ์ในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย และไม่ได้เทียบกับรายงานที่เพื่อนส่งในรายวิชาเดียวกัน ดังนั้น ผลที่ไม่พบข้อความซ้ำ หมายถึง ไม่พบความซ้ำในแหล่งที่ค้น เท่านั้น ไม่ได้แปลว่างานเป็นต้นฉบับ 100%

ขั้นตอนตรวจทีละขั้น

ขั้นที่ 1: เตรียมข้อความ

ตรวจหลังจากร่างเนื้อหาเสร็จ แต่ก่อนจัดรูปเล่ม ให้ทำสามอย่างนี้

  1. แบ่งงานเป็นช่วงตามหัวข้อหรือบท ช่วงละไม่เกิน 6,000 ตัวอักษร ภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ จึงนับเป็นตัวอักษร ตัวอย่างเช่น รายงานที่พิมพ์ด้วยฟอนต์ขนาด 16 พอยต์ หน้าหนึ่งมักมีราว 2,000–2,500 ตัวอักษร ดังนั้น 6,000 ตัวอักษรจึงเป็นเพียงสองถึงสามหน้า และข้อความที่สั้นเกินไป (ต่ำกว่าประมาณ 30 คำ ซึ่งภาษาไทยนับสองตัวอักษรเป็นหนึ่งคำ) จะตรวจไม่ได้ ถ้าไม่แน่ใจ ใช้ นับคำ นับตัวอักษร ช่วยนับ
  2. เก็บข้อความที่อัญประกาศไว้ในช่วงที่ตรวจด้วย เพื่อให้เห็นว่าช่วงที่ตรงกันเป็นส่วนที่คุณอ้างไว้แล้วหรือยัง
  3. ไม่ต้องวางรายการบรรณานุกรมท้ายเล่มทั้งหมด เพราะรายการอ้างอิงมักซ้ำกับต้นฉบับโดยธรรมชาติและทำให้อ่านผลยาก

ขั้นที่ 2: วางและเลือกโหมด

วางข้อความในช่องแล้วเลือกโหมดแหล่งข้อมูลเปิด หากต้องการให้ครอบคลุมกว้างขึ้นและเห็นโหมดค้นเว็บ ให้เลือกโหมดแหล่งข้อมูลเปิด + ค้นเว็บ ผลลัพธ์จะแสดงสามอย่างหลัก ๆ คือ คะแนนความคล้าย ช่วงข้อความของคุณที่ตรงกับแหล่งใด และรายการแหล่งที่ค้น

ขั้นที่ 3: อ่านคะแนนความคล้าย

คะแนนคำนวณจากสัดส่วนคำที่ตรงกับแหล่ง เทียบกับคำทั้งหมดในข้อความที่ตรวจ ตัวเลขนี้บอกเพียงว่าตรงกันมากน้อยเพียงใด ไม่ได้บอกว่าเป็นการคัดลอกหรือไม่ ตารางด้านล่างช่วยแปลผลคร่าว ๆ

สิ่งที่เห็นความหมายที่เป็นไปได้สิ่งที่ควรทำ
คะแนนต่ำและไม่มีช่วงที่ตรงไม่พบความซ้ำในแหล่งที่ค้นยังต้องตรวจเองว่าโน้ตทุกข้อมีที่มาและอ้างอิงครบ
คะแนนต่ำ แต่มีช่วงยาวช่วงเดียวอาจคัดมาทั้งย่อหน้าแล้วเปลี่ยนคำเล็กน้อยเปิดแหล่ง แล้วเรียบเรียงใหม่หรือใส่อัญประกาศและอ้างอิง
คะแนนสูงเพราะช่วงสั้น ๆ กระจายทั่วมักเป็นนิยาม ชื่อหน่วยงาน หรือวลีทั่วไปดูว่าอ้างอิงแล้วหรือยัง วลีทั่วไปไม่ต้องแก้ทุกคำ
ตรงกับแหล่งที่คุณอ้างไว้แล้วเป็นการคัดตรงที่ถูกต้อง หากมีอัญประกาศและเลขหน้าตรวจว่ามี “ ” และอ้างอิงในเนื้อหาครบ
ตรงกับแหล่งที่คุณไม่ได้อ้างที่มาหายหรือเรียบเรียงใกล้เกินไปเพิ่มอ้างอิงและปรับถ้อยคำ

ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีเปอร์เซ็นต์กลางที่ถือว่าปลอดภัยสำหรับทุกที่ มหาวิทยาลัย คณะ และวารสารกำหนดเกณฑ์เอง และหลายแห่งไม่ได้ใช้เกณฑ์ตัวเลขเลย ให้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือดูคู่มือวิทยานิพนธ์ของสถาบัน

ขั้นที่ 4: เปิดแหล่งที่ตรงกันทีละแห่ง

อย่าดูแค่ตัวเลข ให้เปิดแต่ละแหล่งที่ระบบแสดง แล้วเทียบกับข้อความของคุณทีละช่วง คำถามที่ควรถามตัวเองมีสามข้อ

  1. ข้อความช่วงนี้มาจากแหล่งนั้นจริงหรือไม่ หรือเป็นวลีที่คนทั่วไปใช้
  2. ฉันบอกที่มาไว้ในงานแล้วหรือยัง
  3. ถ้าปิดแหล่งนั้นแล้วเขียนใหม่จากความเข้าใจ ฉันจะเขียนได้ต่างออกไปไหม

ขั้นที่ 5: แก้แต่ละจุดด้วยวิธีที่เหมาะ

กรณีวิธีแก้
นิยามหรือถ้อยคำที่ต้องคงเดิมใส่อัญประกาศ “ ” พร้อมอ้างอิงและเลขหน้า
ความคิดที่เรียบเรียงตามแหล่งใกล้เกินไปเขียนใหม่ด้วยโครงสร้างประโยคของตนเอง แล้วอ้างอิง
ข้อมูล ตัวเลข หรือข้อสรุปของผู้อื่นอ้างอิงแม้จะเรียบเรียงเองทั้งหมด
ความรู้ทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับผู้ใดไม่ต้องอ้างอิง แต่ถ้าสงสัยให้อ้างไว้ก่อน

ตัวอย่างก่อนและหลังแก้

สมมุติว่านักศึกษาเขียนรายงานเรื่องมลพิษทางอากาศและคัดมาจากแหล่งหนึ่งโดยเปลี่ยนไม่กี่คำ

ก่อนแก้ (ตรงกับแหล่งเป็นช่วงยาว): “ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกและกระแสเลือด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เขตเมือง”

หลังแก้ (เรียบเรียงใหม่และมีอ้างอิง): ผู้เขียนที่ศึกษาเรื่องฝุ่น PM2.5 ชี้ว่าอนุภาคที่เล็กมากเช่นนี้ผ่านเข้าไปถึงปอดส่วนลึกได้ จึงเป็นเหตุให้คนในเมืองใหญ่เสี่ยงมากกว่าเมื่อฝุ่นหนาแน่น (ชื่อผู้แต่ง, ปี)

ข้อความตัวอย่างข้างต้นสร้างขึ้นเพื่ออธิบายวิธีแก้เท่านั้น ไม่ใช่การอ้างจากเอกสารจริง หากต้องการเทคนิคเรียบเรียงโดยละเอียด อ่าน วิธี Paraphrase ภาษาไทย และถ้าต้องการให้เครื่องช่วยร่างตัวเลือก ใช้ เครื่องมือ Paraphrase ภาษาไทย แล้วตรวจเทียบกับต้นฉบับเสมอ เพราะเครื่องมืออาจทิ้งโครงสร้างเดิมไว้มากเกินไป

วิธีตรวจฟรีนอกเครื่องมือ

คุณเสริมการตรวจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดเลย

  1. ค้นวลีแบบตรงตัว: เลือกประโยคที่ฟังดูเป็นสำนวนเฉพาะ 1–2 ประโยคต่อหน้า วางในเครื่องหมายอัญประกาศแล้วค้นด้วยเสิร์ชเอนจิน ถ้ามีหน้าเว็บที่มีประโยคเดียวกันเป๊ะ จะขึ้นมาให้เห็น
  2. ค้นเป็นช่วงสั้นกว่า: ภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ ถ้าค้นประโยคยาวไม่เจอ ลองตัดเป็นวลี 6–10 คำ
  3. อ่านออกเสียง: ประโยคที่เสียงต่างจากสำนวนของคุณมักเป็นประโยคที่ลอกมา
  4. เทียบกับโน้ต: ย้อนดูโน้ตที่จดไว้ ถ้าโน้ตไม่มีที่มา ให้ค้นหาที่มาก่อนใส่ในรายงาน

เมื่อมหาวิทยาลัยใช้ระบบของตนเอง

หลายสถาบันใช้ระบบตรวจความคล้ายคลึงของตนเอง ซึ่งมักเทียบกับฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ รายงาน และงานที่ส่งในสถาบัน สิ่งเหล่านี้เครื่องมือสาธารณะเข้าถึงไม่ได้ บทความนี้จึง ไม่ได้อ้างว่าใช้แทนระบบของสถาบันได้ และเราไม่ทราบว่าระบบของสถาบันใดให้ผลเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คือใช้ AdeptWrite ตรวจเบื้องต้นเพื่อจับช่วงที่ลืมอ้างอิง แล้วถามอาจารย์ที่ปรึกษาว่าสถาบันใช้ระบบใด ตรวจกี่ครั้ง และรับรายงานผลในรูปแบบไหน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ถือว่าเปอร์เซ็นต์ต่ำคือปลอดภัย: ผลต่ำอาจเกิดจากแหล่งต้นฉบับไม่อยู่ในรายการที่ค้น เช่น หนังสือที่ไม่มีเนื้อหาออนไลน์
  • แก้เพียงเพื่อลดตัวเลข: การเปลี่ยนคำพ้องความหมายทีละคำทำให้เปอร์เซ็นต์ลด แต่ความคิดยังเป็นของผู้อื่นและต้องอ้างอิง
  • ตรวจครั้งเดียวตอนใกล้ส่ง: ตรวจเมื่อร่างเสร็จแล้วยังเหลือเวลาแก้ จะสบายใจกว่าตรวจคืนก่อนส่ง
  • วางทั้งเล่มรวมบรรณานุกรม: ทำให้ตัวเลขเพี้ยนและอ่านผลยาก
  • ลืมงานแปล: แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้วไม่ใส่ที่มา เครื่องค้นภาษาไทยอาจไม่พบ แต่ผู้อ่านที่รู้ต้นฉบับพบได้ ถือเป็นการคัดลอกความคิดเช่นกัน
  • ไม่ตรวจการสะกดและรูปแบบ: ก่อนส่ง ควรตรวจคำที่มักเขียนผิดด้วย ตรวจคำผิดภาษาไทย และค้นคำที่ไม่แน่ใจในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554

เครื่องมือตรวจ AI ไม่ใช่เครื่องมือตรวจ Plagiarism

สองอย่างนี้ตอบคนละคำถาม เครื่องตรวจ plagiarism ถามว่าข้อความ ซ้ำกับแหล่งที่มีอยู่แล้ว หรือไม่ ส่วน ตรวจจับ AI ประมาณว่ารูปแบบการเขียนคล้ายข้อความที่ AI สร้างมากน้อยเพียงใด ผลของตัวตรวจ AI เป็นค่าประมาณทางสถิติ ไม่ใช่หลักฐานยืนยัน และไม่ควรใช้เป็นหลักฐานเดียวเพื่อกล่าวหาใคร ข้อความที่ AI ร่างอาจไม่ซ้ำกับแหล่งใดเลย แต่ก็ยังต้องตรวจข้อเท็จจริง ใส่อ้างอิง และแจ้งการใช้ AI ตามกติกาของอาจารย์หรือสถาบัน

ข้อควรรู้เรื่องความเป็นส่วนตัวของงาน

ก่อนวางงานในเครื่องมือตรวจใด ๆ ให้ถามตัวเองว่า เครื่องมือเก็บข้อความไว้หรือไม่ และใครนำไปใช้ต่อได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับวิทยานิพนธ์ที่ยังไม่เผยแพร่ ที่เครื่องมือของ AdeptWrite มีเพียงบางวลีที่เลือกไว้เท่านั้นที่ถูกส่งไปค้นในแหล่งข้อมูล ส่วนเงื่อนไขการเก็บข้อมูลอ่านได้ในหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์ ถ้างานมีข้อมูลลับ เช่น ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์หรือข้อมูลบริษัท ให้ตัดส่วนนั้นออกก่อนวาง

เช็กลิสต์ก่อนส่งงาน

  • แบ่งงานเป็นช่วงไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรแล้วตรวจครบทุกช่วง
  • เปิดอ่านทุกแหล่งที่ตรงกัน ไม่ดูแค่ตัวเลข
  • ข้อความที่คัดตรงมีอัญประกาศ อ้างอิง และเลขหน้า
  • ข้อความที่เรียบเรียงใหม่มีอ้างอิง และโครงสร้างต่างจากต้นฉบับจริง
  • อ้างอิงในเนื้อหากับรายการท้ายเล่มตรงกัน (ดู วิธีเลี่ยงการคัดลอกผลงาน)
  • ถามอาจารย์ว่าสถาบันใช้ระบบตรวจใดและมีเกณฑ์หรือไม่
  • ตรวจการสะกดและใช้เครื่องมือ AI ตามที่กติกาอนุญาต พร้อมแจ้งตามที่กำหนด

ลองใช้เครื่องมือ

ตรวจ Plagiarism ตรวจการคัดลอกผลงาน
หาข้อความที่ซ้ำกับแหล่งสารานุกรมและแหล่งวิชาการแบบเปิด พร้อมรายการแหล่งที่ค้นทุกแหล่ง
เปิดเครื่องมือ
เครื่องมือ Paraphrase ภาษาไทย
เรียบเรียงประโยคใหม่ได้ 7 โหมด ได้แก่ ทั่วไป ทางการ กันเอง วิชาการ สร้างสรรค์ ย่อ และขยายความ
เปิดเครื่องมือ
สร้างบรรณานุกรม APA MLA Chicago
สร้างรายการอ้างอิงและการอ้างอิงในเนื้อหา รูปแบบ APA, MLA, Chicago, Harvard และ IEEE โดยอัตโนมัติ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจคำผิดภาษาไทย
ตรวจคำสะกดผิดจากรายการคำ th_TH และคำที่เขียนไม่ตรงกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พร้อมคำแนะนำ ทำงานในเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ
นับคำ นับตัวอักษร
นับจำนวนคำ ตัวอักษร ประโยค และเวลาอ่าน โดยตัดคำภาษาไทยด้วยเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจ plagiarism ฟรีได้อย่างไร

วางข้อความไม่เกิน 6,000 ตัวอักษรต่อรอบลงในเครื่องมือตรวจของ AdeptWrite แล้วอ่านแหล่งที่ตรงกัน หรือค้นประโยคเด่นในเครื่องหมายอัญประกาศด้วยเสิร์ชเอนจินเอง ทั้งสองวิธีช่วยจับช่วงที่ลืมอ้างอิง แต่ไม่ครอบคลุมทุกแหล่ง

ถ้าผลตรวจเป็น 0% แปลว่างานเป็นต้นฉบับใช่ไหม

ไม่แน่เสมอไป 0% หมายถึงไม่พบข้อความซ้ำในแหล่งที่เครื่องค้นเท่านั้น หนังสือที่ไม่มีเนื้อหาออนไลน์ งานในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย หรือความคิดที่เรียบเรียงตามแหล่งใกล้เกินไปอาจไม่ถูกจับ จึงต้องตรวจโน้ตและอ้างอิงเองด้วย

ควรให้คะแนนความคล้ายเหลือกี่เปอร์เซ็นต์

ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกที่ แต่ละมหาวิทยาลัย คณะ และวารสารกำหนดเอง บางแห่งไม่ใช้เกณฑ์ตัวเลข ให้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือดูคู่มือของสถาบัน และอย่าแก้เพียงเพื่อลดตัวเลขโดยไม่ใส่ที่มา

เครื่องมือนี้ใช้แทนระบบตรวจของมหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ไม่ได้ ระบบของสถาบันมักเทียบกับฐานข้อมูลภายใน เช่น วิทยานิพนธ์และรายงานที่ส่งมาก่อน ซึ่งเครื่องมือสาธารณะเข้าถึงไม่ได้ ใช้ตรวจเบื้องต้นเพื่อหาจุดที่ขาดอ้างอิงก่อนส่ง แล้วยึดผลและกติกาของสถาบันเป็นหลัก

คู่มือทั้งหมด