วิธีเขียนบทสรุป: เรียงความ สรุปผลการวิจัย และรายงาน ให้จบอย่างชัดเจน
บทสรุปที่ดีตอบคำถามของงานให้ชัดเป็นครั้งสุดท้าย โดยทวนประเด็นหลักด้วยถ้อยคำใหม่ รวบข้อค้นพบสำคัญเข้าด้วยกัน แล้วบอกว่าผลนั้นมีความหมายอย่างไรต่อผู้อ่าน อย่าเพิ่มข้อโต้แย้งหรือข้อมูลใหม่ในตอนท้าย งานแต่ละประเภทต่างกันที่สัดส่วน
คำตอบสั้น ๆ: บทสรุปคือการตอบคำถามของงานให้ชัดอีกครั้ง
บทสรุปไม่ใช่การคัดประโยคจากต้นเรื่องมาวางซ้ำ และไม่ใช่ที่ให้เริ่มเรื่องใหม่ บทสรุปที่ดีทำสามอย่างตามลำดับ
- ทวนประเด็นหลัก ด้วยถ้อยคำใหม่ ให้ผู้อ่านรู้ว่างานนี้ยืนอยู่ตรงไหน
- รวบประเด็นย่อย ที่ใช้พิสูจน์ ให้เห็นว่าทุกข้อนำมาสู่ข้อสรุปเดียวกันอย่างไร
- บอกความหมาย ว่าเรื่องนี้สำคัญกับใคร ควรทำอะไรต่อ หรือยังเหลือคำถามใดที่ควรศึกษา
เรียกง่าย ๆ ว่า ย้ำ รวบ ส่งต่อ สูตรนี้ใช้ได้กับงานเกือบทุกประเภท เพียงแต่สัดส่วนของแต่ละส่วนจะเปลี่ยนไปตามชนิดงาน ซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป
บทสรุปในสามบริบท: เรียงความ วิทยานิพนธ์ และรายงาน
คำว่า "สรุป" ในภาษาไทยครอบคลุมงานหลายแบบ และผู้อ่านของแต่ละแบบคาดหวังต่างกัน
| บริบท | ชื่อส่วน | หน้าที่หลัก | ความยาวโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| เรียงความหรือรายงานของนักเรียน | สรุป หรือย่อหน้าสุดท้าย | ปิดเรื่องให้เป็นเอกภาพ ย้ำใจความสำคัญ | 1 ย่อหน้า ราว 4 ถึง 6 ประโยค |
| ปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ | สรุปผลการวิจัย (มักอยู่ในบทที่ 5 ร่วมกับอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ) | ตอบวัตถุประสงค์การวิจัยทีละข้อด้วยผลที่พบจริง | ครึ่งหน้าถึงหลายหน้า แล้วแต่จำนวนวัตถุประสงค์ |
| รายงานหรือบันทึกในที่ทำงาน | สรุป หรือข้อสรุปและข้อเสนอ | ให้ผู้ตัดสินใจรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ | 1 ถึง 2 ย่อหน้า หรือรายการสั้น ๆ |
โครงสร้างบทที่ 5 ต่างกันตามสถาบันและคณะ บางแห่งแยก "สรุปผล" "อภิปรายผล" และ "ข้อเสนอแนะ" เป็นหัวข้อย่อยชัดเจน บางแห่งรวมเป็นบทเดียว ดังนั้นให้ยึดคู่มือทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัยหรือคณะของตนเป็นหลักเสมอ บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไปเท่านั้น
เรียงความในโรงเรียน: ปิดให้ครบเรื่อง
เรียงความมักมีโครงสร้างความนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ผู้ตรวจต้องการเห็นว่าผู้เขียนคุมเรื่องได้ตลอดจนจบ บทสรุปจึงควรวนกลับไปที่ประเด็นที่วางไว้ในความนำ เช่น ถ้าความนำตั้งคำถามว่า "นักเรียนควรใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนหรือไม่" ย่อหน้าสุดท้ายต้องให้คำตอบที่ตรงกับคำถามนั้น ไม่ใช่เปลี่ยนไปพูดเรื่องผลเสียของเกมออนไลน์โดยรวม
สรุปผลการวิจัย: ตอบวัตถุประสงค์ให้ครบ
ในวิทยานิพนธ์ สรุปผลไม่ใช่การเล่าวิธีทำวิจัยซ้ำ แต่คือการรายงานว่าผลที่ได้ตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อว่าอย่างไร หากมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ควรมีคำตอบ 3 ข้อเรียงตามลำดับเดิม ถ้อยคำต้องตรงกับผลที่วิเคราะห์ไว้ในบทก่อนหน้า ห้ามใส่ตัวเลขหรือข้อค้นพบที่ไม่เคยปรากฏในบทผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ส่วนการอธิบายว่าผลที่พบสอดคล้องหรือขัดแย้งกับงานวิจัยก่อนหน้าอย่างไร เป็นหน้าที่ของ "อภิปรายผล" และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติหรือข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไปเป็นอีกส่วนหนึ่ง อย่าปนสามอย่างนี้เป็นย่อหน้าเดียว เพราะกรรมการอ่านหาแต่ละส่วนแยกกัน
ย่อหน้าท้ายรายงาน: ให้คนอ่านตัดสินใจต่อได้
ผู้บริหารมักอ่านต้นและท้ายก่อน ย่อหน้าท้ายรายงานจึงควรมีข้อสรุปหนึ่งประโยค เหตุผลหลักสองถึงสามข้อ และสิ่งที่ขอให้ทำ พร้อมกำหนดเวลาถ้ามี
สูตรสามส่วนพร้อมตัวอย่าง
ลองดูหัวข้อ "ควรจำกัดการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนหรือไม่" ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรียงความระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยพบบ่อย
ส่วนที่ 1 ย้ำประเด็นหลัก ใช้ถ้อยคำใหม่ ไม่คัดประโยคเดิม
โทรศัพท์ไม่ควรถูกห้ามทั้งหมด แต่ควรมีกติกาชัดเจนว่าเมื่อใดใช้ได้
ส่วนที่ 2 รวบประเด็นย่อย อย่าไล่ซ้ำทีละข้อแบบรายการ ให้ผูกเป็นเหตุผลเดียว
เพราะการเก็บเครื่องไว้ตลอดคาบช่วยให้ตั้งใจเรียน แต่การเปิดให้ใช้ค้นข้อมูลหรือจดงานในช่วงที่ครูกำหนดก็ทำให้ห้องเรียนใช้เทคโนโลยีได้เต็มที่
ส่วนที่ 3 ส่งต่อ บอกว่าควรทำอะไรหรือมองต่อไปอย่างไร
โรงเรียนจึงควรให้ครูและนักเรียนร่วมกันตกลงกติกาที่ปรับได้ตามวิชา แทนการออกคำสั่งเดียวทั้งโรงเรียน
เมื่อรวมกันจะได้ย่อหน้าที่อ่านจบแล้วผู้อ่านรู้ทันทีว่าผู้เขียนคิดอะไรและเพราะอะไร
ตัวอย่างก่อนและหลังแก้
ก่อนแก้ (อ่อน)
สรุปได้ว่า โทรศัพท์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือค้นข้อมูลได้ ข้อเสียคือทำให้เสียสมาธิ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสายตาด้วย ทุกคนจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง ขอบคุณที่รับฟัง
ปัญหาของย่อหน้านี้มีสี่ข้อ
- ไม่มีจุดยืน อ่านจบแล้วไม่รู้ว่าผู้เขียนเห็นด้วยกับการจำกัดหรือไม่
- "ปัญหาเรื่องสายตา" เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยพิสูจน์ในเนื้อเรื่อง
- "ใช้อย่างระมัดระวัง" กว้างเกินไปจนไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร
- "ขอบคุณที่รับฟัง" เหมาะกับการพูดหน้าชั้น ไม่เหมาะกับงานเขียน
หลังแก้ (แข็งแรง)
โทรศัพท์ไม่ควรถูกห้ามเด็ดขาด แต่ควรใช้ตามกติกาที่ห้องเรียนตกลงร่วมกัน เพราะการเก็บเครื่องในช่วงที่ครูสอนช่วยให้นักเรียนมีสมาธิ ขณะที่การเปิดให้ใช้ค้นข้อมูลในช่วงที่กำหนดทำให้การเรียนทันโลกมากขึ้น โรงเรียนจึงควรเปลี่ยนจากการถามว่า "ห้ามหรือไม่ห้าม" เป็น "ใช้เมื่อใดและเพื่ออะไร" แล้วทบทวนกติกาทุกภาคเรียนตามผลที่เกิดขึ้นจริง
ย่อหน้าใหม่สั้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มีจุดยืน เหตุผลที่ผูกกัน และข้อเสนอที่ลงมือได้
คำเปิดบทสรุปที่ไม่ใช่ "สรุปได้ว่า"
หลายคนเริ่มทุกบทสรุปด้วย "สรุปได้ว่า" หรือ "โดยสรุปแล้ว" ซ้ำกันทุกงาน ซึ่งไม่ผิด แต่ทำให้ย่อหน้าเปิดแบบกว้าง ไม่บอกอะไรเพิ่ม ลองเลือกคำเปิดที่ชี้ไปที่เนื้อหาเฉพาะของงานแทน
| แทนที่จะเขียน | ลองเขียน | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| สรุปได้ว่า | เมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งหมดข้างต้นแล้ว จะเห็นว่า | เรียงความเชิงโต้แย้ง |
| โดยสรุป | ผลที่ได้ชี้ให้เห็นว่า | รายงานและงานวิจัย |
| ดังนั้น | ข้อค้นพบนี้แสดงว่า | สรุปผลการวิจัย |
| สุดท้ายนี้ | ประเด็นที่ควรจดจำจากเรื่องนี้คือ | บทความเชิงอธิบาย |
| ทั้งหมดนี้ | คำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ข้างต้นจึงคือ | งานที่เปิดด้วยคำถาม |
| ในอนาคต | สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ | รายงานเสนอแนะ |
ในงานวิจัย รูปประโยคที่เป็นทางการและพบบ่อย เช่น "ผลการวิจัยพบว่า" "จากการศึกษาพบว่า" และ "การวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า" ใช้ได้เมื่อตามด้วยผลเฉพาะ ไม่ใช่ตามด้วยข้อความกว้าง ๆ
อีกเรื่องที่ควรระวังคือการใช้ "ฉะนั้น" "ดังนั้น" และ "จึง" ซ้อนกันในประโยคเดียว เลือกใช้คำเชื่อมเพียงคำเดียวต่อประโยค ตัวสะกดของคำเหล่านี้ควรตรวจกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หากไม่แน่ใจ
ห้ามเพิ่มข้อโต้แย้งใหม่ในบทสรุป
กฎที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ บทสรุปไม่ใช่ที่สำหรับหลักฐานใหม่ ถ้าข้อมูลสำคัญพอจะอยู่ในงาน ให้ย้ายไปเนื้อเรื่องและพิสูจน์ให้เต็มที่ ถ้าไม่สำคัญพอ ให้ตัดทิ้ง ผู้อ่านที่เจอประเด็นใหม่ในย่อหน้าสุดท้ายมักรู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ และผู้ตรวจจะสงสัยว่าทำไมไม่อธิบายตั้งแต่ต้น
ข้อยกเว้นเดียวที่ยอมรับได้คือ "ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป" ในวิทยานิพนธ์ เพราะส่วนนี้เป็นการชี้ช่องว่างความรู้ ไม่ใช่การเพิ่มข้อพิสูจน์ให้งานปัจจุบัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คัดย่อหน้าความนำมาวางซ้ำ ผู้อ่านจะรู้สึกว่าอ่านวนอยู่ ให้ใช้ถ้อยคำใหม่และเพิ่มสิ่งที่ได้รู้จากการอ่านเนื้อเรื่อง
- ขอโทษหรือถ่อมตัวเกินไป เช่น "งานชิ้นนี้อาจไม่สมบูรณ์ ขออภัยหากมีข้อผิดพลาด" ข้อจำกัดของงานควรระบุอย่างเฉพาะเจาะจงในส่วนข้อจำกัด ไม่ใช่ขอโทษในประโยคสุดท้าย
- สรุปกว้างเกินหลักฐาน เช่น เขียนว่า "ทุกคนควรทำเช่นนี้" ทั้งที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างกลุ่มเล็ก ให้เขียนขอบเขตให้ตรงกับที่ศึกษา
- ลืมตอบวัตถุประสงค์บางข้อ ในวิทยานิพนธ์ ให้ไล่วัตถุประสงค์ทีละข้อแล้วขีดฟันธงว่าแต่ละข้อมีคำตอบอยู่ในบทสรุปหรือไม่
- จบด้วยคำคมหรือสุภาษิตที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ประโยคปิดที่ดีต้องเชื่อมกับประเด็นของงาน ไม่ใช่ประดับให้ดูสวย
- ยาวเกินสัดส่วน เรียงความสั้นไม่ควรมีบทสรุปยาวเท่าเนื้อเรื่องหนึ่งหัวข้อ
เช็กลิสต์ก่อนส่ง
- ประโยคแรกของบทสรุปตอบคำถามหรือประเด็นหลักของงานโดยตรงหรือไม่
- ถ้อยคำต่างจากความนำพอที่จะไม่ซ้ำกันหรือไม่
- ประเด็นย่อยทุกข้อที่กล่าวถึงเคยปรากฏและพิสูจน์ในเนื้อเรื่องแล้วหรือไม่
- ไม่มีตัวเลข ชื่อ หรือแหล่งอ้างอิงที่เพิ่งโผล่ในบทสรุปใช่ไหม
- ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไรและควรทำอะไรต่อ
- ถ้าเป็นวิทยานิพนธ์ ตอบวัตถุประสงค์ครบทุกข้อตามลำดับเดิมหรือไม่
- ความยาวสมเหตุสมผลกับงานทั้งฉบับหรือไม่
- ตรวจคำสะกด วรรคตอน และคำเชื่อมแล้วหรือยัง
ใช้เครื่องมือ AdeptWrite ช่วยตรวจและฝึกเขียน
เครื่องมือของ AdeptWrite ช่วยได้ในขั้นเตรียมและขั้นตรวจ แต่ข้อสรุปต้องมาจากผลงานของผู้เขียนเอง
- สร้างย่อหน้า มีโหมดย่อหน้าสรุป ใส่ใจความสำคัญของงานแล้วจะได้ร่างย่อหน้าท้ายเพื่อใช้เทียบกับของตนเอง ควรอ่านและแก้ให้ตรงกับเนื้อเรื่องจริงก่อนนำไปใช้ เพราะเครื่องมือเห็นเพียงข้อความที่ใส่ไป
- ตรวจไวยากรณ์และตรวจประโยค ช่วยดูประโยคที่ยาวเกินหรือวรรคตอนที่ผิดในย่อหน้าสรุป
- ตรวจคำผิดภาษาไทย เทียบคำสะกดกับรายการคำและกฎที่อ้างอิงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อสรุป
- ปรับประโยคให้อ่านลื่น ใช้เมื่อประโยคท้ายติดขัดหรือยาวเกินไป
แต่ละครั้งที่ประมวลผล รับข้อความได้ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษร ซึ่งเพียงพอสำหรับย่อหน้าสรุปหรือบทสรุปทั้งบทของงานขนาดสั้น หากเขียนบทที่ 5 ของวิทยานิพนธ์ยาวกว่านั้น ให้แบ่งทีละหัวข้อย่อย
การเขียนบทสรุปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างงานทั้งฉบับ ดูวิธีวางประเด็นต้นเรื่องที่ วิธีเขียนความนำ และวิธีตั้งประเด็นหลักที่ วิธีเขียนประเด็นหลัก (Thesis Statement) เพื่อให้ต้นเรื่องกับบทสรุปสอดคล้องกัน
ข้อควรจำ
บทสรุปที่ดีเกิดจากการเขียนหลังจากรู้แน่ชัดว่างานของตนพิสูจน์อะไรได้ ไม่ใช่การรีบปิดเรื่องเมื่อหมดเวลา ลองอ่านเฉพาะความนำกับบทสรุปติดกัน ถ้าสองส่วนนี้เล่าเรื่องเดียวกันครบตั้งแต่คำถามจนถึงคำตอบ แสดงว่าโครงสร้างของงานแน่นแล้ว หากอ่านแล้วรู้สึกขาด ให้ย้อนไปแก้เนื้อเรื่องก่อนแก้ประโยคท้าย
ลองใช้เครื่องมือ
คำถามที่พบบ่อย
บทสรุปควรยาวเท่าไร
เรียงความสั้นมักใช้หนึ่งย่อหน้า ราว 4 ถึง 6 ประโยค ส่วนสรุปผลการวิจัยในวิทยานิพนธ์ยาวตามจำนวนวัตถุประสงค์ ควรตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อให้ครบ ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ดูสัดส่วนกับงานทั้งฉบับและคู่มือของสถาบันที่ใช้
บทสรุปกับบทคัดย่อต่างกันอย่างไร
บทคัดย่อเขียนไว้ต้นเล่มเพื่อให้ผู้อ่านรู้ภาพรวมทั้งงานโดยย่อ ครอบคลุมที่มา วิธีการ ผล และข้อสรุป ส่วนบทสรุปอยู่ท้ายเล่ม เน้นตอบวัตถุประสงค์และบอกความหมายของผล ผู้อ่านบทสรุปมักอ่านเนื้อหาทั้งงานมาแล้ว จึงไม่ต้องอธิบายวิธีการซ้ำ
ใส่ตัวเลขหรือการอ้างอิงในบทสรุปได้ไหม
ใส่ได้เฉพาะตัวเลขและแหล่งอ้างอิงที่ปรากฏและอธิบายแล้วในเนื้อเรื่องหรือบทผลการวิเคราะห์ เพื่อเตือนผู้อ่านถึงผลสำคัญ ห้ามนำข้อมูลที่ไม่เคยปรากฏก่อนหน้ามาใส่ครั้งแรกในบทสรุป เพราะทำให้ผู้ตรวจสงสัยว่างานไม่สมบูรณ์
ควรใช้ "สรุปได้ว่า" ไหม
ใช้ได้ ไม่ผิดหลักภาษา แต่ถ้าใช้ซ้ำทุกงานจะไม่ช่วยให้บทสรุปเฉพาะเจาะจง ควรเปลี่ยนเป็นประโยคที่ชี้ผลของงานนั้นโดยตรง เช่น "ผลการวิจัยพบว่า" หรือ "เมื่อพิจารณาเหตุผลข้างต้นแล้ว จะเห็นว่า" แล้วตามด้วยข้อสรุปที่เฉพาะเจาะจง
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
- วิธีเขียนบทนำเรียงความและรายงาน: สูตรสี่ส่วนพร้อมตัวอย่างก่อนและหลังแก้ — บทนำที่ดีบอกผู้อ่านให้ชัดว่างานนี้จะพูดเรื่องอะไร ทำไมจึงสำคัญ และผู้เขียนมีจุดยืนอย่างไร โครงที่ใช้ได้กับเรียงความและรา…
- วิธีเขียนประเด็นหลัก (Thesis Statement): สูตร ตัวอย่าง และเช็กลิสต์ — ประเด็นหลักหรือ Thesis Statement คือประโยคเดียวที่บอกจุดยืนของงานและเหตุผลสำคัญที่รองรับ ไม่ใช่หัวข้อและไม่ใช่วัตถุประสง…
- ย่อหน้าควรยาวแค่ไหน: กี่ประโยค กี่บรรทัด และนับอย่างไรในภาษาไทย — ไม่มีกฎตายตัวว่าย่อหน้าต้องยาวเท่าไร หลักที่ใช้ได้จริงคือหนึ่งย่อหน้าต่อหนึ่งใจความ โดยเรียงความและรายงานมักใช้ราว 4 ถึง…
- วิธีสรุปความ เขียนบทสรุปให้กระชับ (พร้อมตัวอย่าง) — สรุปความคือการเก็บใจความสำคัญของต้นฉบับไว้ด้วยถ้อยคำของตัวเองในความยาวที่สั้นลงมาก วิธีทำคือหาใจความของแต่ละย่อหน้า ตัดต…