การเขียนเชิงวิชาการ

วิธีเขียนบทสรุป: เรียงความ สรุปผลการวิจัย และรายงาน ให้จบอย่างชัดเจน

ทีมบรรณาธิการ AdeptWriteอัปเดตเมื่อ 9 นาทีในการอ่าน

บทสรุปที่ดีตอบคำถามของงานให้ชัดเป็นครั้งสุดท้าย โดยทวนประเด็นหลักด้วยถ้อยคำใหม่ รวบข้อค้นพบสำคัญเข้าด้วยกัน แล้วบอกว่าผลนั้นมีความหมายอย่างไรต่อผู้อ่าน อย่าเพิ่มข้อโต้แย้งหรือข้อมูลใหม่ในตอนท้าย งานแต่ละประเภทต่างกันที่สัดส่วน

คำตอบสั้น ๆ: บทสรุปคือการตอบคำถามของงานให้ชัดอีกครั้ง

บทสรุปไม่ใช่การคัดประโยคจากต้นเรื่องมาวางซ้ำ และไม่ใช่ที่ให้เริ่มเรื่องใหม่ บทสรุปที่ดีทำสามอย่างตามลำดับ

  1. ทวนประเด็นหลัก ด้วยถ้อยคำใหม่ ให้ผู้อ่านรู้ว่างานนี้ยืนอยู่ตรงไหน
  2. รวบประเด็นย่อย ที่ใช้พิสูจน์ ให้เห็นว่าทุกข้อนำมาสู่ข้อสรุปเดียวกันอย่างไร
  3. บอกความหมาย ว่าเรื่องนี้สำคัญกับใคร ควรทำอะไรต่อ หรือยังเหลือคำถามใดที่ควรศึกษา

เรียกง่าย ๆ ว่า ย้ำ รวบ ส่งต่อ สูตรนี้ใช้ได้กับงานเกือบทุกประเภท เพียงแต่สัดส่วนของแต่ละส่วนจะเปลี่ยนไปตามชนิดงาน ซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป

บทสรุปในสามบริบท: เรียงความ วิทยานิพนธ์ และรายงาน

คำว่า "สรุป" ในภาษาไทยครอบคลุมงานหลายแบบ และผู้อ่านของแต่ละแบบคาดหวังต่างกัน

บริบทชื่อส่วนหน้าที่หลักความยาวโดยประมาณ
เรียงความหรือรายงานของนักเรียนสรุป หรือย่อหน้าสุดท้ายปิดเรื่องให้เป็นเอกภาพ ย้ำใจความสำคัญ1 ย่อหน้า ราว 4 ถึง 6 ประโยค
ปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์สรุปผลการวิจัย (มักอยู่ในบทที่ 5 ร่วมกับอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ)ตอบวัตถุประสงค์การวิจัยทีละข้อด้วยผลที่พบจริงครึ่งหน้าถึงหลายหน้า แล้วแต่จำนวนวัตถุประสงค์
รายงานหรือบันทึกในที่ทำงานสรุป หรือข้อสรุปและข้อเสนอให้ผู้ตัดสินใจรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ1 ถึง 2 ย่อหน้า หรือรายการสั้น ๆ

โครงสร้างบทที่ 5 ต่างกันตามสถาบันและคณะ บางแห่งแยก "สรุปผล" "อภิปรายผล" และ "ข้อเสนอแนะ" เป็นหัวข้อย่อยชัดเจน บางแห่งรวมเป็นบทเดียว ดังนั้นให้ยึดคู่มือทำวิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัยหรือคณะของตนเป็นหลักเสมอ บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไปเท่านั้น

เรียงความในโรงเรียน: ปิดให้ครบเรื่อง

เรียงความมักมีโครงสร้างความนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ผู้ตรวจต้องการเห็นว่าผู้เขียนคุมเรื่องได้ตลอดจนจบ บทสรุปจึงควรวนกลับไปที่ประเด็นที่วางไว้ในความนำ เช่น ถ้าความนำตั้งคำถามว่า "นักเรียนควรใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนหรือไม่" ย่อหน้าสุดท้ายต้องให้คำตอบที่ตรงกับคำถามนั้น ไม่ใช่เปลี่ยนไปพูดเรื่องผลเสียของเกมออนไลน์โดยรวม

สรุปผลการวิจัย: ตอบวัตถุประสงค์ให้ครบ

ในวิทยานิพนธ์ สรุปผลไม่ใช่การเล่าวิธีทำวิจัยซ้ำ แต่คือการรายงานว่าผลที่ได้ตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อว่าอย่างไร หากมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ควรมีคำตอบ 3 ข้อเรียงตามลำดับเดิม ถ้อยคำต้องตรงกับผลที่วิเคราะห์ไว้ในบทก่อนหน้า ห้ามใส่ตัวเลขหรือข้อค้นพบที่ไม่เคยปรากฏในบทผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ส่วนการอธิบายว่าผลที่พบสอดคล้องหรือขัดแย้งกับงานวิจัยก่อนหน้าอย่างไร เป็นหน้าที่ของ "อภิปรายผล" และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติหรือข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไปเป็นอีกส่วนหนึ่ง อย่าปนสามอย่างนี้เป็นย่อหน้าเดียว เพราะกรรมการอ่านหาแต่ละส่วนแยกกัน

ย่อหน้าท้ายรายงาน: ให้คนอ่านตัดสินใจต่อได้

ผู้บริหารมักอ่านต้นและท้ายก่อน ย่อหน้าท้ายรายงานจึงควรมีข้อสรุปหนึ่งประโยค เหตุผลหลักสองถึงสามข้อ และสิ่งที่ขอให้ทำ พร้อมกำหนดเวลาถ้ามี

สูตรสามส่วนพร้อมตัวอย่าง

ลองดูหัวข้อ "ควรจำกัดการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนหรือไม่" ซึ่งเป็นหัวข้อที่เรียงความระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยพบบ่อย

ส่วนที่ 1 ย้ำประเด็นหลัก ใช้ถ้อยคำใหม่ ไม่คัดประโยคเดิม

โทรศัพท์ไม่ควรถูกห้ามทั้งหมด แต่ควรมีกติกาชัดเจนว่าเมื่อใดใช้ได้

ส่วนที่ 2 รวบประเด็นย่อย อย่าไล่ซ้ำทีละข้อแบบรายการ ให้ผูกเป็นเหตุผลเดียว

เพราะการเก็บเครื่องไว้ตลอดคาบช่วยให้ตั้งใจเรียน แต่การเปิดให้ใช้ค้นข้อมูลหรือจดงานในช่วงที่ครูกำหนดก็ทำให้ห้องเรียนใช้เทคโนโลยีได้เต็มที่

ส่วนที่ 3 ส่งต่อ บอกว่าควรทำอะไรหรือมองต่อไปอย่างไร

โรงเรียนจึงควรให้ครูและนักเรียนร่วมกันตกลงกติกาที่ปรับได้ตามวิชา แทนการออกคำสั่งเดียวทั้งโรงเรียน

เมื่อรวมกันจะได้ย่อหน้าที่อ่านจบแล้วผู้อ่านรู้ทันทีว่าผู้เขียนคิดอะไรและเพราะอะไร

ตัวอย่างก่อนและหลังแก้

ก่อนแก้ (อ่อน)

สรุปได้ว่า โทรศัพท์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือค้นข้อมูลได้ ข้อเสียคือทำให้เสียสมาธิ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสายตาด้วย ทุกคนจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง ขอบคุณที่รับฟัง

ปัญหาของย่อหน้านี้มีสี่ข้อ

  • ไม่มีจุดยืน อ่านจบแล้วไม่รู้ว่าผู้เขียนเห็นด้วยกับการจำกัดหรือไม่
  • "ปัญหาเรื่องสายตา" เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยพิสูจน์ในเนื้อเรื่อง
  • "ใช้อย่างระมัดระวัง" กว้างเกินไปจนไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร
  • "ขอบคุณที่รับฟัง" เหมาะกับการพูดหน้าชั้น ไม่เหมาะกับงานเขียน

หลังแก้ (แข็งแรง)

โทรศัพท์ไม่ควรถูกห้ามเด็ดขาด แต่ควรใช้ตามกติกาที่ห้องเรียนตกลงร่วมกัน เพราะการเก็บเครื่องในช่วงที่ครูสอนช่วยให้นักเรียนมีสมาธิ ขณะที่การเปิดให้ใช้ค้นข้อมูลในช่วงที่กำหนดทำให้การเรียนทันโลกมากขึ้น โรงเรียนจึงควรเปลี่ยนจากการถามว่า "ห้ามหรือไม่ห้าม" เป็น "ใช้เมื่อใดและเพื่ออะไร" แล้วทบทวนกติกาทุกภาคเรียนตามผลที่เกิดขึ้นจริง

ย่อหน้าใหม่สั้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มีจุดยืน เหตุผลที่ผูกกัน และข้อเสนอที่ลงมือได้

คำเปิดบทสรุปที่ไม่ใช่ "สรุปได้ว่า"

หลายคนเริ่มทุกบทสรุปด้วย "สรุปได้ว่า" หรือ "โดยสรุปแล้ว" ซ้ำกันทุกงาน ซึ่งไม่ผิด แต่ทำให้ย่อหน้าเปิดแบบกว้าง ไม่บอกอะไรเพิ่ม ลองเลือกคำเปิดที่ชี้ไปที่เนื้อหาเฉพาะของงานแทน

แทนที่จะเขียนลองเขียนเหมาะกับ
สรุปได้ว่าเมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งหมดข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าเรียงความเชิงโต้แย้ง
โดยสรุปผลที่ได้ชี้ให้เห็นว่ารายงานและงานวิจัย
ดังนั้นข้อค้นพบนี้แสดงว่าสรุปผลการวิจัย
สุดท้ายนี้ประเด็นที่ควรจดจำจากเรื่องนี้คือบทความเชิงอธิบาย
ทั้งหมดนี้คำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ข้างต้นจึงคืองานที่เปิดด้วยคำถาม
ในอนาคตสิ่งที่ควรทำต่อไปคือรายงานเสนอแนะ

ในงานวิจัย รูปประโยคที่เป็นทางการและพบบ่อย เช่น "ผลการวิจัยพบว่า" "จากการศึกษาพบว่า" และ "การวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า" ใช้ได้เมื่อตามด้วยผลเฉพาะ ไม่ใช่ตามด้วยข้อความกว้าง ๆ

อีกเรื่องที่ควรระวังคือการใช้ "ฉะนั้น" "ดังนั้น" และ "จึง" ซ้อนกันในประโยคเดียว เลือกใช้คำเชื่อมเพียงคำเดียวต่อประโยค ตัวสะกดของคำเหล่านี้ควรตรวจกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หากไม่แน่ใจ

ห้ามเพิ่มข้อโต้แย้งใหม่ในบทสรุป

กฎที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ บทสรุปไม่ใช่ที่สำหรับหลักฐานใหม่ ถ้าข้อมูลสำคัญพอจะอยู่ในงาน ให้ย้ายไปเนื้อเรื่องและพิสูจน์ให้เต็มที่ ถ้าไม่สำคัญพอ ให้ตัดทิ้ง ผู้อ่านที่เจอประเด็นใหม่ในย่อหน้าสุดท้ายมักรู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ และผู้ตรวจจะสงสัยว่าทำไมไม่อธิบายตั้งแต่ต้น

ข้อยกเว้นเดียวที่ยอมรับได้คือ "ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป" ในวิทยานิพนธ์ เพราะส่วนนี้เป็นการชี้ช่องว่างความรู้ ไม่ใช่การเพิ่มข้อพิสูจน์ให้งานปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. คัดย่อหน้าความนำมาวางซ้ำ ผู้อ่านจะรู้สึกว่าอ่านวนอยู่ ให้ใช้ถ้อยคำใหม่และเพิ่มสิ่งที่ได้รู้จากการอ่านเนื้อเรื่อง
  2. ขอโทษหรือถ่อมตัวเกินไป เช่น "งานชิ้นนี้อาจไม่สมบูรณ์ ขออภัยหากมีข้อผิดพลาด" ข้อจำกัดของงานควรระบุอย่างเฉพาะเจาะจงในส่วนข้อจำกัด ไม่ใช่ขอโทษในประโยคสุดท้าย
  3. สรุปกว้างเกินหลักฐาน เช่น เขียนว่า "ทุกคนควรทำเช่นนี้" ทั้งที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างกลุ่มเล็ก ให้เขียนขอบเขตให้ตรงกับที่ศึกษา
  4. ลืมตอบวัตถุประสงค์บางข้อ ในวิทยานิพนธ์ ให้ไล่วัตถุประสงค์ทีละข้อแล้วขีดฟันธงว่าแต่ละข้อมีคำตอบอยู่ในบทสรุปหรือไม่
  5. จบด้วยคำคมหรือสุภาษิตที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ประโยคปิดที่ดีต้องเชื่อมกับประเด็นของงาน ไม่ใช่ประดับให้ดูสวย
  6. ยาวเกินสัดส่วน เรียงความสั้นไม่ควรมีบทสรุปยาวเท่าเนื้อเรื่องหนึ่งหัวข้อ

เช็กลิสต์ก่อนส่ง

  • ประโยคแรกของบทสรุปตอบคำถามหรือประเด็นหลักของงานโดยตรงหรือไม่
  • ถ้อยคำต่างจากความนำพอที่จะไม่ซ้ำกันหรือไม่
  • ประเด็นย่อยทุกข้อที่กล่าวถึงเคยปรากฏและพิสูจน์ในเนื้อเรื่องแล้วหรือไม่
  • ไม่มีตัวเลข ชื่อ หรือแหล่งอ้างอิงที่เพิ่งโผล่ในบทสรุปใช่ไหม
  • ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไรและควรทำอะไรต่อ
  • ถ้าเป็นวิทยานิพนธ์ ตอบวัตถุประสงค์ครบทุกข้อตามลำดับเดิมหรือไม่
  • ความยาวสมเหตุสมผลกับงานทั้งฉบับหรือไม่
  • ตรวจคำสะกด วรรคตอน และคำเชื่อมแล้วหรือยัง

ใช้เครื่องมือ AdeptWrite ช่วยตรวจและฝึกเขียน

เครื่องมือของ AdeptWrite ช่วยได้ในขั้นเตรียมและขั้นตรวจ แต่ข้อสรุปต้องมาจากผลงานของผู้เขียนเอง

  • สร้างย่อหน้า มีโหมดย่อหน้าสรุป ใส่ใจความสำคัญของงานแล้วจะได้ร่างย่อหน้าท้ายเพื่อใช้เทียบกับของตนเอง ควรอ่านและแก้ให้ตรงกับเนื้อเรื่องจริงก่อนนำไปใช้ เพราะเครื่องมือเห็นเพียงข้อความที่ใส่ไป
  • ตรวจไวยากรณ์และตรวจประโยค ช่วยดูประโยคที่ยาวเกินหรือวรรคตอนที่ผิดในย่อหน้าสรุป
  • ตรวจคำผิดภาษาไทย เทียบคำสะกดกับรายการคำและกฎที่อ้างอิงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อสรุป
  • ปรับประโยคให้อ่านลื่น ใช้เมื่อประโยคท้ายติดขัดหรือยาวเกินไป

แต่ละครั้งที่ประมวลผล รับข้อความได้ไม่เกิน 6,000 ตัวอักษร ซึ่งเพียงพอสำหรับย่อหน้าสรุปหรือบทสรุปทั้งบทของงานขนาดสั้น หากเขียนบทที่ 5 ของวิทยานิพนธ์ยาวกว่านั้น ให้แบ่งทีละหัวข้อย่อย

การเขียนบทสรุปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างงานทั้งฉบับ ดูวิธีวางประเด็นต้นเรื่องที่ วิธีเขียนความนำ และวิธีตั้งประเด็นหลักที่ วิธีเขียนประเด็นหลัก (Thesis Statement) เพื่อให้ต้นเรื่องกับบทสรุปสอดคล้องกัน

ข้อควรจำ

บทสรุปที่ดีเกิดจากการเขียนหลังจากรู้แน่ชัดว่างานของตนพิสูจน์อะไรได้ ไม่ใช่การรีบปิดเรื่องเมื่อหมดเวลา ลองอ่านเฉพาะความนำกับบทสรุปติดกัน ถ้าสองส่วนนี้เล่าเรื่องเดียวกันครบตั้งแต่คำถามจนถึงคำตอบ แสดงว่าโครงสร้างของงานแน่นแล้ว หากอ่านแล้วรู้สึกขาด ให้ย้อนไปแก้เนื้อเรื่องก่อนแก้ประโยคท้าย

ลองใช้เครื่องมือ

สร้างย่อหน้า
ย่อหน้านำ ย่อหน้าเนื้อหา ย่อหน้าสรุป หรือย่อหน้าแบบบรรยาย อธิบาย เล่าเรื่อง โต้แย้ง และโน้มน้าว จากใจความสำคัญของคุณ
เปิดเครื่องมือ
ตรวจไวยากรณ์และตรวจประโยค
แก้ไวยากรณ์ คำผิด และเครื่องหมายวรรคตอนในภาษาไทยและภาษาอื่น พร้อมไฮไลต์ทุกจุดที่แก้
เปิดเครื่องมือ
ตรวจคำผิดภาษาไทย
ตรวจคำสะกดผิดจากรายการคำ th_TH และคำที่เขียนไม่ตรงกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พร้อมคำแนะนำ ทำงานในเบราว์เซอร์ของคุณ
เปิดเครื่องมือ
ปรับประโยคให้อ่านลื่น
แก้ประโยคที่ติดขัด ยืดยาว หรือฟังแปร่งให้อ่านง่ายขึ้น
เปิดเครื่องมือ

คำถามที่พบบ่อย

บทสรุปควรยาวเท่าไร

เรียงความสั้นมักใช้หนึ่งย่อหน้า ราว 4 ถึง 6 ประโยค ส่วนสรุปผลการวิจัยในวิทยานิพนธ์ยาวตามจำนวนวัตถุประสงค์ ควรตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อให้ครบ ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ดูสัดส่วนกับงานทั้งฉบับและคู่มือของสถาบันที่ใช้

บทสรุปกับบทคัดย่อต่างกันอย่างไร

บทคัดย่อเขียนไว้ต้นเล่มเพื่อให้ผู้อ่านรู้ภาพรวมทั้งงานโดยย่อ ครอบคลุมที่มา วิธีการ ผล และข้อสรุป ส่วนบทสรุปอยู่ท้ายเล่ม เน้นตอบวัตถุประสงค์และบอกความหมายของผล ผู้อ่านบทสรุปมักอ่านเนื้อหาทั้งงานมาแล้ว จึงไม่ต้องอธิบายวิธีการซ้ำ

ใส่ตัวเลขหรือการอ้างอิงในบทสรุปได้ไหม

ใส่ได้เฉพาะตัวเลขและแหล่งอ้างอิงที่ปรากฏและอธิบายแล้วในเนื้อเรื่องหรือบทผลการวิเคราะห์ เพื่อเตือนผู้อ่านถึงผลสำคัญ ห้ามนำข้อมูลที่ไม่เคยปรากฏก่อนหน้ามาใส่ครั้งแรกในบทสรุป เพราะทำให้ผู้ตรวจสงสัยว่างานไม่สมบูรณ์

ควรใช้ "สรุปได้ว่า" ไหม

ใช้ได้ ไม่ผิดหลักภาษา แต่ถ้าใช้ซ้ำทุกงานจะไม่ช่วยให้บทสรุปเฉพาะเจาะจง ควรเปลี่ยนเป็นประโยคที่ชี้ผลของงานนั้นโดยตรง เช่น "ผลการวิจัยพบว่า" หรือ "เมื่อพิจารณาเหตุผลข้างต้นแล้ว จะเห็นว่า" แล้วตามด้วยข้อสรุปที่เฉพาะเจาะจง

คู่มือทั้งหมด